descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 46 แคลคูลัสเบื้องต้นตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.6 เล่ม 1 บทที่ 2เพิ่มเติม

46.3 กฎการหาอนุพันธ์

หน้า 46.2 ใช้นิยามหาอนุพันธ์ของ x2x^2 x3x^3 และ x\sqrt{x} แต่ละข้อต้องกระจาย จัดรูป และหาลิมิต ถ้าโจทย์ให้ (x2+1)(3x−2)(x^2 + 1)(3x - 2) หรือ x2+9\sqrt{x^2 + 9} การทำจากนิยามจะยาวและพลาดง่าย นักคณิตศาสตร์จึงพิสูจน์กฎไว้ครั้งเดียวจากนิยาม แล้วใช้กฎแทนนิยามตลอดไป หน้านี้รวบรวมกฎเหล่านั้นพร้อมเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น

กฎกำลัง ค่าคงตัว และผลบวก

กฎพื้นฐาน

  • ddxc=0\dfrac{d}{dx}c = 0 เมื่อ cc เป็นค่าคงตัว
  • ddxxn=nxn−1\dfrac{d}{dx}x^n = nx^{n-1} เมื่อ nn เป็นจำนวนจริง และ xnx^n นิยามบนช่วงที่พิจารณา
  • ddx(c f(x))=c f′(x)\dfrac{d}{dx}\big(c\,f(x)\big) = c\,f'(x) และ ddx(f(x)±g(x))=f′(x)±g′(x)\dfrac{d}{dx}\big(f(x) \pm g(x)\big) = f'(x) \pm g'(x)

แต่ละข้อมีเหตุผลที่เห็นได้จากกราฟ กราฟของค่าคงตัวเป็นเส้นแนวนอน ความชันจึงเป็นศูนย์ทุกจุด กฎกำลังคือแบบแผนที่เห็นในหน้า 46.2 ส่วนการคูณด้วยค่าคงตัวทำให้กราฟยืดในแนวตั้ง ความชันจึงคูณด้วยค่าเดียวกัน และผลบวกของสองฟังก์ชันเปลี่ยนเร็วเท่ากับผลรวมของความเร็วในการเปลี่ยนของแต่ละตัว

กฎกำลังใช้กับรากและเศษส่วนได้ด้วย แต่ต้องเขียนให้อยู่ในรูป xnx^n ก่อน เช่น x=x1/2\sqrt{x} = x^{1/2} และ 1x2=x−2\dfrac{1}{x^2} = x^{-2}

ตัวอย่าง 1

(1) หา f′(x)f'(x) เมื่อ f(x)=4x3−5x2+7x−2f(x) = 4x^3 - 5x^2 + 7x - 2 แล้วหา f′(1)f'(1)

(2) หา dydx\dfrac{dy}{dx} เมื่อ y=6x−2x2y = 6\sqrt{x} - \dfrac{2}{x^2} แล้วหาค่าที่ x=1x = 1

  1. ข้อ (1) หาแยกทีละพจน์ 4x34x^3 ได้ 12x212x^2 ส่วน −5x2-5x^2 ได้ −10x-10x ส่วน 7x7x ได้ 77 และค่าคงตัว −2-2 ได้ 00
  2. รวมเป็น f′(x)=12x2−10x+7f'(x) = 12x^2 - 10x + 7 จึงได้ f′(1)=12−10+7=9f'(1) = 12 - 10 + 7 = 9
  3. ข้อ (2) เขียนเป็นเลขยกกำลังก่อน y=6x1/2−2x−2y = 6x^{1/2} - 2x^{-2}
  4. กฎกำลังให้ 6⋅12x−1/2−2(−2)x−3=3x−1/2+4x−36 \cdot \tfrac{1}{2}x^{-1/2} - 2(-2)x^{-3} = 3x^{-1/2} + 4x^{-3} หรือ 3x+4x3\dfrac{3}{\sqrt{x}} + \dfrac{4}{x^3} สังเกตว่าลบคูณลบกลายเป็นบวก
  5. ที่ x=1x = 1 ได้ 3+4=73 + 4 = 7

ลองคิดก่อน

เพื่อนหาอนุพันธ์ของ 1x2\dfrac{1}{x^2} โดยหาอนุพันธ์ของตัวส่วนแล้วกลับเศษส่วน ได้ 12x\dfrac{1}{2x} ถูกไหม

ดูคำตอบ

ไม่ถูก ไม่มีกฎที่ให้หาอนุพันธ์เฉพาะตัวส่วน ต้องเขียน 1x2=x−2\dfrac{1}{x^2} = x^{-2} แล้วใช้กฎกำลังได้ −2x−3=−2x3-2x^{-3} = -\dfrac{2}{x^3} ตรวจด้วยความหมายก็ได้ กราฟ y=1x2y = \dfrac{1}{x^2} เมื่อ xx เป็นบวกลดลงตลอด ความชันจึงต้องเป็นลบ แต่ 12x\dfrac{1}{2x} เป็นบวก

กฎผลคูณ

กฎผลคูณ

ddx(uv)=u′v+uv′\dfrac{d}{dx}\big(u v\big) = u'v + uv' เมื่อ uu และ vv เป็นฟังก์ชันของ xx ที่หาอนุพันธ์ได้

นึกถึงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านยาว uu ด้านกว้าง vv พื้นที่คือ uvuv เมื่อ xx เพิ่มเล็กน้อย ด้านยาวเพิ่ม Δu\Delta u ด้านกว้างเพิ่ม Δv\Delta v พื้นที่ที่งอกออกมามีสามส่วน คือแถบยาว Δu⋅v\Delta u \cdot v แถบกว้าง u⋅Δvu \cdot \Delta v และสี่เหลี่ยมเล็กที่มุม Δu⋅Δv\Delta u \cdot \Delta v หารทั้งหมดด้วย Δx\Delta x แล้วให้ Δx\Delta x เข้าใกล้ศูนย์ สองส่วนแรกกลายเป็น u′vu'v กับ uv′uv' ส่วนมุมหายไป เพราะ Δu\Delta u เข้าใกล้ศูนย์ ผลคูณของอนุพันธ์ u′v′u'v' จึงไม่อยู่ในสูตรเลย

ตัวอย่าง 2

หาอนุพันธ์ของ f(x)=(x2+1)(3x−2)f(x) = (x^2 + 1)(3x - 2) ด้วยกฎผลคูณ แล้วตรวจด้วยการกระจาย

  1. ให้ u=x2+1u = x^2 + 1 และ v=3x−2v = 3x - 2 ได้ u′=2xu' = 2x และ v′=3v' = 3
  2. กฎผลคูณให้ f′(x)=2x(3x−2)+(x2+1)(3)=6x2−4x+3x2+3=9x2−4x+3f'(x) = 2x(3x - 2) + (x^2 + 1)(3) = 6x^2 - 4x + 3x^2 + 3 = 9x^2 - 4x + 3
  3. ตรวจ กระจายก่อนได้ f(x)=3x3−2x2+3x−2f(x) = 3x^3 - 2x^2 + 3x - 2 หาอนุพันธ์ทีละพจน์ได้ 9x2−4x+39x^2 - 4x + 3 ตรงกัน
  4. ถ้าคำตอบสองวิธีหน้าตาต่างกัน ให้กระจายทั้งคู่ก่อนเทียบ การแทนค่าจุดเดียวแล้วตรงกันยังไม่พิสูจน์ว่าเท่ากันทุกจุด

ลองคิดก่อน

อนุพันธ์ของ x2(x+1)x^2(x+1) เท่ากับ (2x)(1)=2x(2x)(1) = 2x หรือไม่ เพราะอนุพันธ์ของ x2x^2 คือ 2x2x และของ x+1x + 1 คือ 11

ดูคำตอบ

ไม่ใช่ อนุพันธ์ของผลคูณไม่ใช่ผลคูณของอนุพันธ์ กฎผลคูณให้ 2x(x+1)+x2(1)=3x2+2x2x(x+1)+x^2(1) = 3x^2 + 2x หรือกระจายก่อนเป็น x3+x2x^3+x^2 แล้วหาอนุพันธ์ ได้ผลเดียวกัน ที่ x=1x = 1 ความชันจริงคือ 55 แต่คำตอบผิดให้ 22

กฎผลหาร

กฎผลหาร

ddx(uv)=u′v−uv′v2\dfrac{d}{dx}\left(\dfrac{u}{v}\right) = \dfrac{u'v - uv'}{v^2} เมื่อ v≠0v \ne 0

ลำดับในตัวเศษสำคัญ เพราะมีเครื่องหมายลบ วิธีจำคือเริ่มจากอนุพันธ์ของตัวบนเสมอ คือ u′vu'v ก่อน แล้วจึงลบ uv′uv' ถ้าสลับลำดับ คำตอบจะผิดเครื่องหมายทั้งหมด และต้องเก็บเงื่อนไขตัวส่วนไม่เป็นศูนย์ไว้แม้จัดรูปแล้วดูเรียบง่าย

ตัวอย่าง 3

หา f′(x)f'(x) เมื่อ f(x)=2x+1x−3f(x) = \dfrac{2x + 1}{x - 3} และ x≠3x \ne 3 แล้วหาความชันที่ x=4x = 4

  1. ให้ u=2x+1u = 2x + 1 และ v=x−3v = x - 3 ได้ u′=2u' = 2 และ v′=1v' = 1
  2. ตัวเศษ u′v−uv′=2(x−3)−(2x+1)(1)=2x−6−2x−1=−7u'v - uv' = 2(x - 3) - (2x + 1)(1) = 2x - 6 - 2x - 1 = -7
  3. จึงได้ f′(x)=−7(x−3)2f'(x) = \dfrac{-7}{(x-3)^2} ตัวส่วนเป็นกำลังสองจึงบวกเสมอ ความชันเป็นลบทุกจุดในโดเมน กราฟลดลงทั้งสองฝั่งของ x=3x = 3
  4. ที่ x=4x = 4 ได้ f′(4)=−71=−7f'(4) = \dfrac{-7}{1} = -7

กฎลูกโซ่สำหรับฟังก์ชันประกอบ

ฟังก์ชัน y=(3x+1)4y = (3x + 1)^4 ประกอบจากสองชั้น ชั้นในคือ u=3x+1u = 3x + 1 และชั้นนอกคือ y=u4y = u^4 ลองนึกถึงเฟืองสามตัวที่ขบกัน ถ้าเฟือง yy หมุนเร็วเป็นสามเท่าของเฟือง uu และเฟือง uu หมุนเร็วเป็นสองเท่าของเฟือง xx เฟือง yy ก็หมุนเร็วเป็น 3×2=63 \times 2 = 6 เท่าของเฟือง xx อัตราการเปลี่ยนแปลงจึงคูณต่อกันเป็นลูกโซ่

กฎลูกโซ่

ถ้า y=f(u)y = f(u) และ u=g(x)u = g(x) แล้ว dydx=dydu⋅dudx\dfrac{dy}{dx} = \dfrac{dy}{du}\cdot\dfrac{du}{dx} หรือเขียนอีกแบบว่า ddxf(g(x))=f′(g(x)) g′(x)\dfrac{d}{dx}f(g(x)) = f'(g(x))\,g'(x)

ใช้เป็นขั้นได้ว่า หาอนุพันธ์ชั้นนอกโดยปล่อยชั้นในไว้ตามเดิม แล้วคูณด้วยอนุพันธ์ชั้นใน ข้อที่ลืมบ่อยที่สุดคือขั้นคูณอนุพันธ์ชั้นใน

ตัวอย่าง 4

(1) หาอนุพันธ์ของ (3x+1)4(3x+1)^4

(2) หาอนุพันธ์ของ y=x2+9y = \sqrt{x^2 + 9} แล้วหาค่าที่ x=4x = 4

  1. ข้อ (1) ชั้นนอกคือกำลังสี่ อนุพันธ์ชั้นนอกคือ 4(3x+1)34(3x+1)^3 โดยปล่อย 3x+13x + 1 ไว้ในวงเล็บ
  2. คูณอนุพันธ์ชั้นในคือ 33 ได้ 12(3x+1)312(3x+1)^3 ถ้ากระจาย (3x+1)4(3x+1)^4 ก่อนจะได้พหุนามห้าพจน์ ซึ่งยาวกว่ามาก
  3. ข้อ (2) เขียน y=(x2+9)1/2y = (x^2 + 9)^{1/2} ชั้นนอกให้ 12(x2+9)−1/2\tfrac{1}{2}(x^2 + 9)^{-1/2} ชั้นในคือ x2+9x^2 + 9 มีอนุพันธ์ 2x2x
  4. คูณกันได้ dydx=2x2x2+9=xx2+9\dfrac{dy}{dx} = \dfrac{2x}{2\sqrt{x^2 + 9}} = \dfrac{x}{\sqrt{x^2+9}} ที่ x=4x = 4 ได้ 425=45\dfrac{4}{\sqrt{25}} = \dfrac{4}{5}

อนุพันธ์อันดับสอง

อนุพันธ์ของ f′f' เรียกว่าอนุพันธ์อันดับสอง เขียน f′′(x)f''(x) หรือ d2ydx2\dfrac{d^2y}{dx^2} ถ้า f′f' บอกว่ากราฟชันเท่าไร f′′f'' ก็บอกว่าความชันนั้นเปลี่ยนเร็วแค่ไหน ในการเคลื่อนที่ อนุพันธ์ของตำแหน่งคือความเร็ว และอนุพันธ์ของความเร็วคือความเร่ง ความเร่งจึงเป็นอนุพันธ์อันดับสองของตำแหน่ง

ตัวอย่าง 5

ลิฟต์เคลื่อนที่ตามแนวดิ่ง ตำแหน่งเหนือชั้นล่างเป็น s(t)=t3−6t2+9ts(t) = t^3 - 6t^2 + 9t เมตร เมื่อ tt เป็นวินาที หาความเร็วและความเร่งที่ t=1t = 1

  1. ความเร็ว v(t)=s′(t)=3t2−12t+9v(t) = s'(t) = 3t^2 - 12t + 9 ที่ t=1t = 1 ได้ 3−12+9=03 - 12 + 9 = 0 เมตรต่อวินาที
  2. ความเร่ง a(t)=s′′(t)=6t−12a(t) = s''(t) = 6t - 12 ที่ t=1t = 1 ได้ −6-6 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง
  3. แปลความหมาย ขณะนั้นลิฟต์หยุดนิ่งชั่วขณะ แต่ความเร่งไม่เป็นศูนย์และติดลบ ความเร็วจึงกำลังลดลงต่ำกว่าศูนย์ ลิฟต์กำลังจะเปลี่ยนทิศเป็นเคลื่อนลง ความเร็วเป็นศูนย์ไม่ได้แปลว่าความเร่งเป็นศูนย์

สรุป

  • ค่าคงตัวได้ศูนย์ xnx^n ได้ nxn−1nx^{n-1} เขียนรากและเศษส่วนเป็นเลขยกกำลังก่อน ผลบวกหาแยกพจน์ได้
  • ผลคูณ (uv)′=u′v+uv′(uv)' = u'v + uv' ไม่ใช่ u′v′u'v' ผลหาร (uv)′=u′v−uv′v2\left(\dfrac{u}{v}\right)' = \dfrac{u'v - uv'}{v^2} เริ่มจากอนุพันธ์ตัวบน
  • กฎลูกโซ่ หาอนุพันธ์ชั้นนอกโดยปล่อยชั้นในไว้ แล้วคูณอนุพันธ์ชั้นใน
  • อนุพันธ์อันดับสองของตำแหน่งคือความเร่ง

เมื่อหาอนุพันธ์ได้คล่องแล้ว หน้าถัดไปจะใช้อนุพันธ์ตอบคำถามที่มีความหมาย เช่นสมการเส้นสัมผัส จุดสูงสุดของลูกบอล และขนาดกล่องที่จุของได้มากที่สุด