descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 3 เลขยกกำลังตรงกับหนังสือ ม.1 เล่ม 1 บทที่ 3

3.2 ฐานเป็นจำนวนลบและเศษส่วน

หน้าที่แล้วฐานเป็นจำนวนนับทั้งหมด แต่นิยามของ ana^n บอกว่า aa เป็นจำนวนใดก็ได้ ฐานจึงติดลบ เป็นเศษส่วน หรือเป็นทศนิยมได้ ความหมายยังเหมือนเดิมคือคูณฐานกัน nn ตัว เรื่องที่ต้องระวังเพิ่มมีแค่เครื่องหมายกับวงเล็บ

ลองตอบก่อนอ่านต่อ (−2)4(-2)^4 เป็นจำนวนบวกหรือจำนวนลบ

ฐานเป็นจำนวนลบ

ใช้กฎจากบทที่ 1 ลบคูณลบได้บวก บวกคูณลบได้ลบ แล้วคูณ −2-2 ไปทีละตัว

nn123456
(−2)n(-2)^n−24−816−3264

เครื่องหมายสลับกันไปทุกครั้งที่คูณ เพราะ −2-2 สองตัวคูณกันได้ 44 ซึ่งเป็นบวก ถ้าจับฐานเป็นคู่ได้ครบทุกตัว ผลก็เป็นบวก ถ้าเหลือเศษหนึ่งตัว ผลก็เป็นลบ

สมบัติ

ถ้าฐานเป็นจำนวนลบ

  • เลขชี้กำลังเป็นจำนวนคู่ ค่าของเลขยกกำลังเป็นจำนวนบวก
  • เลขชี้กำลังเป็นจำนวนคี่ ค่าของเลขยกกำลังเป็นจำนวนลบ

ตัวอย่าง 1

หาค่าของ (−3)3(-3)^3 (−5)2(-5)^2 (−1)10(-1)^{10} และ (−1)7(-1)^{7}

  1. (−3)3(-3)^3 เลขชี้กำลังเป็นคี่ ผลเป็นลบ ส่วนตัวเลขคือ 33=273^3 = 27 จึงได้ (−3)3=−27(-3)^3 = -27
  2. (−5)2(-5)^2 เลขชี้กำลังเป็นคู่ ผลเป็นบวก ได้ (−5)2=25(-5)^2 = 25
  3. (−1)10(-1)^{10} ตัวเลขคือ 11 เสมอ เลขชี้กำลังเป็นคู่ จึงได้ 11
  4. (−1)7(-1)^{7} เลขชี้กำลังเป็นคี่ จึงได้ −1-1

ทำแบบนี้ได้เร็วกว่าคูณทีละตัว ดูเครื่องหมายจากเลขชี้กำลังก่อนว่าคู่หรือคี่ แล้วค่อยหาค่าตัวเลขโดยไม่สนเครื่องหมาย

(−3)² กับ −3² ไม่เท่ากัน

ลองคิดก่อน

เพื่อนหาค่า −32-3^2 ได้ 99 เพราะคิดว่าลบคูณลบได้บวก เพื่อนพูดถูกไหม

ดูคำตอบ

ไม่ถูก ใน −32-3^2 ไม่มีวงเล็บ ฐานจึงเป็น 33 ตัวเดียว เครื่องหมายลบอยู่นอกการยกกำลัง ต้องยกกำลังก่อนแล้วค่อยใส่ลบ −32=−(3×3)=−9-3^2 = -(3 \times 3) = -9

ถ้าต้องการให้ −3-3 ทั้งตัวเป็นฐาน ต้องเขียน (−3)2=(−3)×(−3)=9(-3)^2 = (-3) \times (-3) = 9

ฐานคือสิ่งที่อยู่ติดเลขชี้กำลัง

ดูว่าเลขชี้กำลังเกาะอยู่กับอะไร ถ้ามีวงเล็บ ฐานคือทุกอย่างในวงเล็บ ถ้าไม่มีวงเล็บ ฐานคือตัวเลขตัวเดียวที่อยู่ติดกัน เครื่องหมายลบข้างหน้าไม่นับเป็นส่วนของฐาน

ตัวอย่าง 2

หาค่าของ −24-2^4 (−2)4(-2)^4 และ −(−2)3-(-2)^3

  1. −24-2^4 ฐานคือ 22 ได้ 24=162^4 = 16 แล้วใส่ลบ จึงได้ −16-16
  2. (−2)4(-2)^4 ฐานคือ −2-2 เลขชี้กำลังเป็นคู่ จึงได้ 1616
  3. −(−2)3-(-2)^3 ทำ (−2)3(-2)^3 ก่อน เลขชี้กำลังเป็นคี่ ได้ −8-8 แล้วใส่ลบข้างหน้าอีกตัว −(−8)=8-(-8) = 8

ฐานเป็นเศษส่วน

(23)3\left(\tfrac{2}{3}\right)^3 คือ 23\tfrac{2}{3} คูณกันสามตัว การคูณเศษส่วนคือเอาเศษคูณเศษ ส่วนคูณส่วน จึงได้

(23)3=23×23×23=2×2×23×3×3=2333=827\left(\frac{2}{3}\right)^3 = \frac{2}{3} \times \frac{2}{3} \times \frac{2}{3} = \frac{2 \times 2 \times 2}{3 \times 3 \times 3} = \frac{2^3}{3^3} = \frac{8}{27}

สรุปคือยกกำลังทั้งเศษและส่วน แต่ต้องเขียนวงเล็บครอบเศษส่วนไว้ ถ้าเขียน 233\tfrac{2^3}{3} จะหมายถึงยกกำลังเฉพาะเศษ ได้ 83\tfrac{8}{3} ซึ่งเป็นคนละจำนวน

ตัวอย่าง 3

หาค่าของ (34)2\left(\tfrac{3}{4}\right)^2 (−12)3\left(-\tfrac{1}{2}\right)^3 และ (−25)2\left(-\tfrac{2}{5}\right)^2

  1. (34)2=3242=916\left(\tfrac{3}{4}\right)^2 = \tfrac{3^2}{4^2} = \tfrac{9}{16}
  2. (−12)3\left(-\tfrac{1}{2}\right)^3 ฐานติดลบ เลขชี้กำลังเป็นคี่ ผลเป็นลบ ตัวเลขคือ 1323=18\tfrac{1^3}{2^3} = \tfrac{1}{8} จึงได้ −18-\tfrac{1}{8}
  3. (−25)2\left(-\tfrac{2}{5}\right)^2 เลขชี้กำลังเป็นคู่ ผลเป็นบวก ได้ 2252=425\tfrac{2^2}{5^2} = \tfrac{4}{25}

ฐานที่อยู่ระหว่าง 00 กับ 11 ยิ่งยกกำลังสูง ค่ายิ่งเล็กลง เพราะการคูณด้วยจำนวนที่น้อยกว่า 11 ทำให้ได้ผลน้อยกว่าเดิม เช่น 12\tfrac{1}{2} 14\tfrac{1}{4} 18\tfrac{1}{8} 116\tfrac{1}{16} ลดลงทีละครึ่ง

ตัวอย่าง 4

ปล่อยลูกบอลยางจากความสูง 8181 เซนติเมตร ทุกครั้งที่ตกกระทบพื้น ลูกบอลจะเด้งขึ้นไปได้สูง 23\tfrac{2}{3} ของความสูงครั้งก่อน หลังกระทบพื้นครั้งที่ 44 ลูกบอลเด้งขึ้นไปได้สูงกี่เซนติเมตร

  1. กระทบพื้นแต่ละครั้ง ความสูงถูกคูณด้วย 23\tfrac{2}{3} หนึ่งครั้ง กระทบสี่ครั้งจึงคูณด้วย 23\tfrac{2}{3} สี่ครั้ง
  2. ความสูงคือ 81×(23)4=81×168181 \times \left(\tfrac{2}{3}\right)^4 = 81 \times \tfrac{16}{81}
  3. ได้ 1616 เซนติเมตร

ฐานเป็นทศนิยม

ฐานที่เป็นทศนิยมก็คูณกันตามปกติ เช่น 0.32=0.3×0.3=0.090.3^2 = 0.3 \times 0.3 = 0.09 และ 1.22=1.2×1.2=1.441.2^2 = 1.2 \times 1.2 = 1.44 จำนวนตำแหน่งทศนิยมของผลคูณเท่ากับผลรวมของตำแหน่งทศนิยมของทุกตัวที่คูณกัน 0.30.3 มีหนึ่งตำแหน่ง คูณกันสองตัวจึงได้สองตำแหน่ง

ลองคิดก่อน

เพื่อนตอบว่า 0.32=0.90.3^2 = 0.9 และ 0.13=0.30.1^3 = 0.3 ผิดตรงไหน

ดูคำตอบ

0.320.3^2 ไม่ใช่ 0.3×20.3 \times 2 แต่คือ 0.3×0.3=0.090.3 \times 0.3 = 0.09 ซึ่งมีทศนิยมสองตำแหน่ง ส่วน 0.13=0.1×0.1×0.1=0.0010.1^3 = 0.1 \times 0.1 \times 0.1 = 0.001 มีทศนิยมสามตำแหน่ง เพื่อนเอาฐานไปคูณกับเลขชี้กำลัง ซึ่งเป็นความผิดแบบเดียวกับการคิดว่า 23=62^3 = 6

สรุป

  • ฐานเป็นจำนวนลบ เลขชี้กำลังคู่ได้ผลบวก เลขชี้กำลังคี่ได้ผลลบ
  • (−3)2=9(-3)^2 = 9 แต่ −32=−9-3^2 = -9 เพราะไม่มีวงเล็บ ฐานจึงเป็น 33 ตัวเดียว
  • ฐานเป็นเศษส่วน ยกกำลังทั้งเศษและส่วน และต้องมีวงเล็บครอบ
  • ฐานอยู่ระหว่าง 00 กับ 11 ยิ่งยกกำลังสูง ค่ายิ่งเล็ก
  • ฐานเป็นทศนิยม นับตำแหน่งทศนิยมของผลจากตำแหน่งของทุกตัวที่คูณกัน