36.2 ฟังก์ชันที่พบในชีวิตประจำวัน
แอปเรียกรถคิดค่าโดยสารเพิ่มขึ้นทีละนิดตามระยะทาง ไปไกลขึ้นหนึ่งกิโลเมตรก็จ่ายเพิ่มเท่าเดิม แต่ลานจอดรถในห้างคิดเงินเป็นชั่วโมงเต็ม จอดเกินมาแค่นาทีเดียวก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมง ทั้งสองเรื่องเป็นฟังก์ชันของสิ่งที่วัดได้ แต่หน้าตาของกราฟต่างกันมาก ถ้าใช้สูตรผิดชนิด คำตอบจะผิดทั้งที่คำนวณถูกทุกขั้น
หน้านี้รวมฟังก์ชันสี่ชนิดที่เจอบ่อยที่สุด เครื่องมือหลักที่ใช้แยกชนิดมีสองอย่าง คือเพิ่มข้อมูลเข้าทีละเท่ากันแล้วดูผลต่างของผลลัพธ์ หรือดูอัตราส่วนของผลลัพธ์
ฟังก์ชันเชิงเส้น
ฟังก์ชันเชิงเส้นเขียนในรูป กราฟเป็นเส้นตรงแบบที่วาดในบทที่ 8 ค่า คือผลลัพธ์เมื่อ หรือค่าตั้งต้น ส่วน คือความชัน บอกว่า เพิ่มหนึ่งหน่วยแล้ว เปลี่ยนไปเท่าไร
ทำไมผลต่างจึงคงที่ ลองเทียบ กับ ได้ ไม่ว่าเริ่มที่ เท่าไร ผลต่างก็เท่ากับ ทุกครั้ง ข้อนี้กลับกันก็จริง ข้อมูลที่ เพิ่มทีละเท่ากันแล้วผลต่างคงที่ จะเข้ากับแบบจำลองเชิงเส้น
ตัวอย่าง 1
ร้านอาหารคิดค่าจัดส่งเริ่มต้น บาท บวกกิโลเมตรละ บาท ส่งไกล กิโลเมตรเสียค่าส่งเท่าไร
- ให้ เป็นระยะทางเป็นกิโลเมตร ค่าส่งแยกเป็นสองส่วน ส่วนที่จ่ายแน่ๆ บาท กับส่วนที่ขึ้นกับระยะ บาท
- รวมได้ ค่า คือ และ คือความชัน ระยะทางติดลบไม่มีความหมาย จึงใช้
- แทน ได้ บาท
- ตรวจความสมเหตุสมผล ถ้าคิดแค่ บาทจะลืมค่าเริ่มต้น ส่วน บาทมากกว่า อยู่ พอดี
ฟังก์ชันกำลังสอง
ฟังก์ชันกำลังสอง เมื่อ มีกราฟเป็นพาราโบลาตามบทที่ 25 มักเกิดเมื่อผลลัพธ์เป็นผลคูณของสองปริมาณที่แลกกัน ปริมาณหนึ่งเพิ่ม อีกปริมาณหนึ่งลด เช่นด้านกว้างกับด้านยาวเมื่อเชือกมีความยาวจำกัด ผลคูณจึงขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วลดลง
ตัวอย่าง 2
มีรั้วยาว เมตร ใช้ล้อมแปลงผักสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถ้าด้านกว้างยาว เมตร เขียนพื้นที่เป็นฟังก์ชันของ และหาพื้นที่มากที่สุด
- รั้วทั้งหมดคือเส้นรอบรูป ซึ่งเท่ากับสองเท่าของผลบวกด้านกว้างกับด้านยาว ผลบวกของสองด้านจึงเป็น เมตร ด้านยาวจึงเป็น ตรงนี้คือการแลกกัน กว้างเพิ่มเท่าไร ยาวลดเท่านั้น
- พื้นที่ เป็นฟังก์ชันกำลังสองที่ ติดลบ กราฟคว่ำ จึงมีค่าสูงสุด
- ด้านต้องยาวกว่าศูนย์ทั้งคู่ จึงได้
- จุดยอดอยู่ที่ และ แปลงที่ใหญ่ที่สุดคือสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้าน เมตร พื้นที่ ตารางเมตร
ลองดูตารางของ เมื่อ จะได้ ผลต่างคือ ไม่คงที่ จึงไม่ใช่เชิงเส้น แต่ผลต่างลดลงทีละ เท่ากันทุกครั้ง ผลต่างของผลต่างที่คงที่เป็นลายมือของฟังก์ชันกำลังสอง
ฟังก์ชันขั้นบันได
ฟังก์ชันขั้นบันไดมีค่าคงที่ตลอดช่วงหนึ่ง แล้วกระโดดไปค่าใหม่ทันทีเมื่อข้ามขอบช่วง ไม่มีค่าระหว่างกลาง ค่าจอดรถ ค่าส่งพัสดุตามน้ำหนัก และค่าโทรศัพท์ที่คิดเป็นนาทีเต็มเป็นแบบนี้ทั้งหมด
เรื่องที่ต้องตอบให้ได้คือที่ขอบช่วงพอดีจ่ายเท่าไร ถ้าจอดครบหนึ่งชั่วโมงพอดี ยังจ่ายเท่าชั่วโมงแรก ช่วงแรกจึงเป็น รวมเลขหนึ่งแต่ไม่รวมศูนย์ บนกราฟใช้จุดทึบแทนปลายที่รวม และจุดโปร่งแทนปลายที่ไม่รวม เส้นตั้งแต่ละเส้นจึงตัดกราฟแค่จุดเดียว ตรงกับเงื่อนไขของฟังก์ชันในหน้า 36.1
ตัวอย่าง 3
ค่าจอดรถชั่วโมงละ บาท เศษชั่วโมงปัดขึ้น จอด ชั่วโมงจ่ายเท่าไร
- เขียนค่าจอดเป็นช่วง จ่าย บาท และ จ่าย บาท แบ่งช่วงก่อนเสมอ เพราะคำตอบขึ้นกับว่าเวลาตกช่วงไหน
- มากกว่า แต่ไม่เกิน จึงอยู่ช่วงที่สอง จ่าย บาท
- คำตอบ บาทที่ได้จาก เป็นการคิดตามสัดส่วนแบบเชิงเส้น ซึ่งไม่ใช่กติกาของลานจอดนี้
ลองคิดก่อน
จอดรถในลานเดียวกัน ชั่วโมงพอดี กับ ชั่วโมง นาที ต่างกันกี่บาท
ดูคำตอบ
ต่างกัน บาท สองชั่วโมงพอดีอยู่ในช่วง จ่าย บาท เพราะปลายขวารวม ส่วนสองชั่วโมงหนึ่งนาทีเกินสองไปแล้ว อยู่ช่วง จ่าย บาท นาทีเดียวที่ขอบช่วงทำให้ราคากระโดด นี่คือเหตุที่ต้องดูจุดทึบจุดโปร่งให้ดี
ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล
ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียลเขียนได้ในรูป เมื่อ และ หรือมีตัวคูณข้างหน้า เช่น ชนิดนี้เกิดเมื่อปริมาณถูกคูณด้วยค่าเดิมทุกรอบ ไม่ใช่บวกค่าเดิม เมื่อ เพิ่มหนึ่ง ผลลัพธ์คูณด้วย ทุกครั้ง อัตราส่วนจึงคงที่ ถ้า กราฟเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ถ้า กราฟลดลงและเข้าใกล้ศูนย์
ทำไมต้องห้าม เพราะ ทุกค่า ได้เส้นตรงแนวนอนธรรมดา ส่วนฐานติดลบห้ามเพราะค่าอย่าง ไม่เป็นจำนวนจริง สมบัติของเลขยกกำลังที่ใช้คำนวณอยู่ในบทที่ 35 และบทที่ 37 จะศึกษาฟังก์ชันชนิดนี้ละเอียดขึ้น
ตัวอย่าง 4
แบคทีเรียในจานเพาะเชื้อมี ตัว จำนวนเพิ่มเป็นสองเท่าทุกชั่วโมง เขียนจำนวนเป็นฟังก์ชันของเวลา และหาจำนวนเมื่อผ่านไป ชั่วโมง
- ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงได้ สองชั่วโมงได้ ทุกชั่วโมงคูณ เพิ่มอีกหนึ่งตัว
- จำนวนตัวคูณเท่ากับจำนวนชั่วโมง จึงได้ เมื่อ
- แทน ได้ ตัว
- ถ้าคิดแบบเชิงเส้นว่าเพิ่มชั่วโมงละ ตัว จะได้เพียง ตัว ห่างจากความจริงมาก เพราะการเพิ่มแต่ละรอบคิดจากจำนวนล่าสุดที่โตขึ้นแล้ว
ลองคิดก่อน
ข้อมูล เมื่อเวลาเพิ่มครั้งละหนึ่ง เป็นเชิงเส้นไหม
ดูคำตอบ
ไม่เป็นเชิงเส้น ผลต่างคือ ไม่คงที่ แต่อัตราส่วน คงที่ จึงเข้ากับเอกซ์โพเนนเชียลที่คูณสองทุกรอบ
เลื่อนแถบด้านล่างเพื่อสลับดูกราฟทั้งสี่ชนิดในกรอบเดียวกัน
แยกชนิดจากตาราง
เมื่อโจทย์ให้ตารางที่ เพิ่มทีละเท่ากัน ลองทำตามลำดับนี้ คำนวณผลต่างก่อน ถ้าคงที่คือเชิงเส้น ถ้าไม่คงที่ให้ดูผลต่างของผลต่าง ถ้าคงที่คือกำลังสอง ถ้ายังไม่ใช่ให้ลองอัตราส่วน ถ้าคงที่คือเอกซ์โพเนนเชียล
ตัวอย่าง 5
ตารางสามชุดมีค่าเมื่อ ดังนี้ ชุด ก ชุด ข ชุด ค แต่ละชุดเข้ากับแบบจำลองชนิดใด
- ชุด ก ผลต่างคือ คงที่ เป็นเชิงเส้น เขียนได้ เพราะค่าเริ่มต้นคือ และเพิ่มทีละ
- ชุด ข ผลต่างคือ ไม่คงที่ ผลต่างของผลต่างคือ ก็ไม่คงที่ แต่อัตราส่วนคือ ทุกคู่ จึงเป็นเอกซ์โพเนนเชียล
- ชุด ค ผลต่างคือ ไม่คงที่ แต่ผลต่างของผลต่างคือ คงที่ จึงเป็นกำลังสอง ซึ่งก็คือ
- ทั้งสามชุดเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ถ้าดูแค่นั้นจะแยกชนิดไม่ออก
อ่านหน่วยและขอบเขต
สูตรอาจคำนวณได้กับจำนวนจริงทุกตัว แต่สถานการณ์จริงจำกัดโดเมนเสมอ จำนวนเสื้อต้องเป็นจำนวนเต็มไม่ติดลบ กราฟจึงเป็นจุดแยกกันไม่ใช่เส้นต่อเนื่อง เวลาต้องไม่ติดลบ ความยาวต้องมากกว่าศูนย์ ก่อนตีความกราฟให้อ่านแกนและหน่วยก่อน คำตอบที่อยู่นอกโดเมนของสถานการณ์ เช่นด้านกว้าง เมตรในตัวอย่าง 2 ต้องตัดทิ้งแม้สูตรจะคำนวณได้
ตรวจแบบจำลองก่อนคาดการณ์
ข้อมูลไม่กี่จุดอาจเข้าได้กับหลายสูตร เช่นจุด และ ผ่านทั้ง และ แต่ที่ สองสูตรให้ กับ ต่างกันมาก ถ้าโจทย์บอกชนิดแบบจำลองจึงค่อยใช้พฤติกรรมชนิดนั้นขยายออกไป ถ้าไม่บอก ต้องระบุสมมติฐานให้ชัด
ตัวอย่าง 6
ยอดขายขนมของสหกรณ์ในสัปดาห์ที่ เป็น กล่อง ถ้าสมมติว่าเป็นเชิงเส้น เขียนสูตรและคาดยอดขายในสัปดาห์ที่
- ผลต่างคือ คงที่ จึงใช้เชิงเส้นได้ และความชันคือ กล่องต่อสัปดาห์
- ค่าเมื่อ คือ จึงเป็นค่า ได้ ตรวจกับข้อมูลเดิม ตรง
- กล่อง โดยมีเงื่อนไขว่ายอดยังเพิ่มสัปดาห์ละเท่าเดิม
สูตรที่ผ่านข้อมูลทุกจุดยังไม่รับรองอนาคต ถ้าโจทย์ให้แค่ตารางโดยไม่บอกชนิดฟังก์ชัน ให้ตอบว่าคาดการณ์ตามแบบจำลองที่เลือก ไม่ใช่อ้างว่าตารางพิสูจน์สูตรนี้แล้ว
หน้าถัดไปสำหรับสายเพิ่มเติม จะมองฟังก์ชันอย่างละเอียดขึ้นในฐานะเซตของคู่อันดับ และหาว่าข้อมูลเข้าใดใช้ได้บ้าง
สรุป
- เชิงเส้นมีผลต่างคงที่ กำลังสองมีผลต่างของผลต่างคงที่ เอกซ์โพเนนเชียลมีอัตราส่วนคงที่
- ขั้นบันไดคงที่ในแต่ละช่วงแล้วกระโดด ต้องตรวจว่าขอบช่วงรวมหรือไม่รวม
- เขียนสูตรจากความหมาย ค่าตั้งต้นคือค่าเมื่อข้อมูลเข้าเป็นศูนย์
- เลือกโดเมนให้เข้ากับหน่วยและสถานการณ์ และบอกสมมติฐานเมื่อคาดการณ์