40.4 เมทริกซ์ผกผัน
ต้นและฝ้ายส่งรหัสลับหากันเป็นคู่ตัวเลข ก่อนส่ง ต้นเอาคู่ตัวเลข (x,y) ไปคูณด้วย A=[2111] ทางซ้าย แล้วส่งผลลัพธ์ไป วันหนึ่งฝ้ายได้รับ [138] ตัวเลขเดิมคืออะไร
ถ้าเป็นจำนวนธรรมดา เช่นต้นคูณด้วย 2 ฝ้ายก็แค่คูณด้วย 21 เพื่อย้อนกลับ แต่เมทริกซ์ผสมตัวเลขสองตัวเข้าด้วยกันทั้งแถว การเอาส่วนกลับของสมาชิกทีละตัวจึงย้อนไม่ได้ ต้องมีเมทริกซ์อีกตัวที่ทำงานตรงข้ามกับ A ทั้งก้อน หน้านี้จะหาเมทริกซ์ตัวนั้น
เมทริกซ์เอกลักษณ์
ส่วนกลับของจำนวนนิยามจากเลข 1 คือ 2⋅21=1 เมทริกซ์ต้องการตัวที่ทำหน้าที่ของ 1 ก่อน หน้า 40.2 พบแล้วว่าคือเมทริกซ์เอกลักษณ์
นิยาม
เมทริกซ์เอกลักษณ์มิติ n×n เขียนแทนด้วย In หรือ I คือเมทริกซ์จัตุรัสที่สมาชิกบนแนวทแยงหลักเป็น 1 และสมาชิกตำแหน่งอื่นเป็น 0 เช่น I2=[1001] และ I3=100010001
สำหรับเมทริกซ์จัตุรัส A มิติ n×n จะได้ AI=IA=A เพราะแถวของ A คูณกับคอลัมน์ของ I ดึงสมาชิกของ A ออกมาทีละตัวตามตำแหน่งเดิม
ผกผันคือเมทริกซ์ที่คูณแล้วได้เอกลักษณ์
นิยาม
ให้ A เป็นเมทริกซ์จัตุรัสมิติ n×n ถ้ามีเมทริกซ์ B ที่ทำให้ AB=BA=In เรียก B ว่าเมทริกซ์ผกผันของ A เขียนแทนด้วย A−1 และเรียก A ว่าเมทริกซ์ที่มีผกผัน
เมทริกซ์ที่ไม่จัตุรัสไม่มีผกผันตามนิยามนี้ และเมทริกซ์จัตุรัสก็ไม่ได้มีผกผันทุกตัว เช่นเมทริกซ์ศูนย์คูณอะไรก็ได้ศูนย์ ไม่มีทางได้ I เหมือนจำนวน 0 ที่ไม่มีส่วนกลับ ถ้าผกผันมีอยู่ จะมีได้ตัวเดียว เพราะถ้า B และ C เป็นผกผันทั้งคู่ จะได้ B=BI=B(AC)=(BA)C=IC=C
ระวังสัญลักษณ์ A−1 ไม่ได้แปลว่า A1 เพราะเมทริกซ์หารกันไม่ได้ และไม่ได้แปลว่ากลับเศษส่วนทุกสมาชิก
สูตรผกผันของเมทริกซ์ 2×2 และที่มา
ให้ A=[acbd] ลองคูณ A กับเมทริกซ์ที่ได้จากการสลับสมาชิกบนแนวทแยงหลัก และเปลี่ยนเครื่องหมายสมาชิกบนแนวทแยงรอง
[acbd][d−c−ba]=[ad−bccd−dc−ab+ba−cb+da]=(ad−bc)[1001]
ช่องนอกแนวทแยงหักล้างกันเป็นศูนย์พอดี เพราะการสลับและเปลี่ยนเครื่องหมายจัดให้พจน์ ab กับ ba มาเจอกันด้วยเครื่องหมายตรงข้าม ส่วนช่องบนแนวทแยงได้ ad−bc ซึ่งคือ detA ทั้งสองช่อง ผลคูณจึงเป็น detA คูณ I ถ้าหารด้วย detA อีกครั้งก็จะได้ I พอดี นี่คือที่มาของสูตร
สูตรผกผันของเมทริกซ์ 2×2
ถ้า detA=ad−bc=0 แล้ว
[acbd]−1=ad−bc1[d−c−ba]
สรุปเป็นสามขั้น สลับสมาชิกบนแนวทแยงหลัก เปลี่ยนเครื่องหมายสมาชิกบนแนวทแยงรอง แล้วคูณทุกตัวด้วย detA1
ตัวอย่าง 1
หาผกผันของ A=[2111] แล้วถอดรหัสที่ฝ้ายได้รับ
- ตรวจก่อนว่ามีผกผัน detA=2(1)−1(1)=1=0
- สลับ 2 กับ 1 บนแนวทแยงหลัก เปลี่ยนเครื่องหมายสมาชิกนอกแนวทแยง หารด้วย 1 ได้ A−1=[1−1−12]
- ตรวจ AA−1 ช่อง (1,1) คือ 2(1)+1(−1)=1 ช่อง (1,2) คือ 2(−1)+1(2)=0 ช่องที่เหลือก็ได้ 0 และ 1 จึงได้ I จริง
- ต้นส่ง A[xy]=[138] ฝ้ายคูณ A−1 ทางซ้ายทั้งสองข้าง ได้ [xy]=[1−1−12][138]=[53] ตรวจ 2(5)+3=13 และ 5+3=8
ตัวอย่างนี้ดีเทอร์มิแนนต์เป็น 1 ขั้นหารจึงไม่เห็นผล ข้อต่อไปดีเทอร์มิแนนต์ไม่เป็นหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ลืมกันบ่อย
ตัวอย่าง 2
หาผกผันของ A=[4121]
- detA=4(1)−2(1)=2=0 จึงมีผกผัน
- สลับแนวทแยงหลักและเปลี่ยนเครื่องหมาย ได้ [1−1−24]
- คูณทุกตัวด้วย 21 ได้ A−1=[21−21−12]
- ตรวจแถวแรกของ AA−1 คอลัมน์แรก 4(21)+2(−21)=1 คอลัมน์สอง 4(−1)+2(2)=0 ถ้าลืมหารด้วย 2 ช่องแรกจะได้ 2 แทน 1 จับได้ทันที
ลองคิดก่อน
เพื่อนหาผกผันของ [2145] โดยกลับเศษส่วนทุกสมาชิก ได้ [2114151] ถูกไหม
ดูคำตอบ
ไม่ถูก ลองคูณกลับ ช่อง (1,1) ได้ 2(21)+4(1)=5 ไม่ใช่ 1 เพราะผลคูณเมทริกซ์รวมสมาชิกหลายตัวเข้าด้วยกัน การกลับทีละตัวจึงไม่ทำให้ผลรวมออกมาเป็นเอกลักษณ์ ที่ถูกคือ det=10−4=6 แล้วได้ 61[5−1−42] หลักคือตรวจด้วยการคูณกลับทุกครั้ง
เมื่อดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์
ถ้า detA=0 สูตรต้องหารด้วยศูนย์จึงใช้ไม่ได้ แต่นั่นยังไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง เพราะอาจมีวิธีอื่น เหตุผลที่แท้จริงมาจากสมบัติของดีเทอร์มิแนนต์ในหน้า 40.3 ถ้ามี A−1 จริง จะได้ detA⋅det(A−1)=det(AA−1)=detI=1 ผลคูณเป็น 1 ได้ก็ต่อเมื่อ detA=0 ดังนั้นเมทริกซ์จัตุรัสมีผกผันก็ต่อเมื่อดีเทอร์มิแนนต์ไม่เป็นศูนย์ และได้ผลพลอยได้ว่า det(A−1)=detA1
ในภาพของรหัสลับ เมทริกซ์ที่ดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์ทำให้คู่ตัวเลขต่างกันส่งออกไปเป็นผลเดียวกันได้ ฝ้ายจึงบอกไม่ได้ว่าตัวเลขเดิมเป็นคู่ไหน ข้อมูลหายไปแล้วกู้คืนไม่ได้
ตัวอย่าง 3
เมทริกซ์ B=[1326] มีผกผันหรือไม่ ถ้าใช้ B เข้ารหัส จะเกิดอะไรขึ้น
- detB=1(6)−2(3)=0 จึงไม่มีผกผัน
- สาเหตุคือแถวที่สองเป็นสามเท่าของแถวแรก ตัวเลขที่ส่งออกไปตัวที่สองจึงเป็นสามเท่าของตัวแรกเสมอ ข้อมูลที่ส่งจริงมีแค่ตัวเดียว
- ตัวอย่าง B[20]=[26] และ B[01]=[26] เหมือนกัน ผู้รับจึงถอดรหัสไม่ได้
ตัวอย่าง 4
หาค่า k ทั้งหมดที่ทำให้ [k32k−1] ไม่มีผกผัน
- ไม่มีผกผันเมื่อดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์ ตั้งสมการ k(k−1)−2(3)=0
- กระจายได้ k2−k−6=0 แยกตัวประกอบ (k−3)(k+2)=0
- ได้ k=3 หรือ k=−2 ตรวจ k=3 ได้ [3322] สองแถวเหมือนกัน และ k=−2 ได้ [−232−3] แถวสองเป็น −23 เท่าของแถวแรก
- ค่า k อื่นทุกค่าทำให้มีผกผัน
สมบัติของผกผันและลำดับการคูณ
ให้ A และ B เป็นเมทริกซ์มิติ n×n ที่มีผกผัน และ k=0
สมบัติ
- (A−1)−1=A
- (AB)−1=B−1A−1
- (At)−1=(A−1)t
- (kA)−1=k1A−1 และ det(A−1)=detA1
ข้อ (AB)−1=B−1A−1 ลำดับกลับกันเหมือน (AB)t ในหน้า 40.2 นึกถึงการใส่ถุงเท้าแล้วใส่รองเท้า ตอนถอดต้องถอดรองเท้าก่อน การกระทำที่ทำทีหลังต้องย้อนก่อน ตรวจได้จาก (AB)(B−1A−1)=A(BB−1)A−1=AIA−1=AA−1=I
เพราะการคูณเมทริกซ์ไม่สลับที่ เวลาแก้สมการเมทริกซ์ต้องคูณผกผันให้ถูกฝั่ง ถ้า AX=C ต้องคูณ A−1 ทางซ้ายได้ X=A−1C แต่ถ้า XA=C ต้องคูณ A−1 ทางขวาได้ X=CA−1
ตัวอย่าง 5
ให้ A=[2111] และ C=[3523] หาเมทริกซ์ X ที่ทำให้ XA=C
- X อยู่ทางซ้ายของ A จึงคูณ A−1 ทางขวาทั้งสองข้าง XAA−1=CA−1 ได้ X=CA−1
- จากตัวอย่าง 1 A−1=[1−1−12]
- X=[3523][1−1−12]=[3−25−3−3+4−5+6]=[1211]
- ตรวจ XA=[1211][2111]=[3523]=C ถ้าคำนวณ A−1C ผิดฝั่งจะได้ [−27−14] ซึ่งไม่ผ่านการตรวจ
ลองคิดก่อน
A และ B มีผกผัน เพื่อนเขียน (AB)−1=A−1B−1 เพราะในจำนวนจริง ab1=a1⋅b1 ถูกไหม
ดูคำตอบ
ใช้ได้กับจำนวนจริงเพราะการคูณจำนวนสลับที่ได้ แต่เมทริกซ์ไม่ได้ ลอง (AB)(A−1B−1) ตรงกลางคือ BA−1 ซึ่งไม่หักล้างกันเอง ผลจึงไม่จำเป็นต้องเป็น I ที่ถูกคือ (AB)−1=B−1A−1 ให้ B กับ B−1 อยู่ติดกันตรงกลาง
การถอดรหัสของฝ้ายคือการแก้ระบบสมการสองตัวแปร 2x+y=13 และ x+y=8 นั่นเอง หน้าถัดไปจะใช้แนวคิดเดียวกันแก้ระบบสมการทั่วไป และเพิ่มกฎของคราเมอร์ที่ใช้ดีเทอร์มิแนนต์ล้วนๆ
สรุป
- I มีหนึ่งบนแนวทแยงหลัก ศูนย์ที่อื่น และ AI=IA=A
- A−1 คือเมทริกซ์ที่ AA−1=A−1A=I มีผกผันก็ต่อเมื่อ detA=0
- ผกผัน 2×2 สลับแนวทแยงหลัก เปลี่ยนเครื่องหมายแนวทแยงรอง แล้วหารทุกตัวด้วย detA
- ตรวจคำตอบด้วยการคูณกลับให้ได้ I ทุกครั้ง
- (AB)−1=B−1A−1 และ AX=C ให้ X=A−1C ส่วน XA=C ให้ X=CA−1