descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 44 ความน่าจะเป็นตรงกับหนังสือ พื้นฐาน ม.4 บทที่ 4 และเพิ่มเติม ม.5 เล่ม 2 บทที่ 3เพิ่มเติม

44.3 กฎบวก เงื่อนไข และความเป็นอิสระ

รู้ว่านักเรียนคนหนึ่งอยู่ชมรมกีฬาแล้ว โอกาสที่เขาอยู่ชมรมดนตรีอาจเปลี่ยนจากก่อนรู้ข้อมูล ความน่าจะเป็นมีเงื่อนไขคือการย่อกลุ่มอ้างอิงให้เหลือเฉพาะข้อมูลที่รู้

ลองนึกถึงครูที่ปรึกษาที่สุ่มเรียกนักเรียนหนึ่งคนไปช่วยงานโรงเรียน ก่อนเรียก ครูรู้แค่ว่าห้องมีกี่คน แต่ถ้าครูประกาศว่าจะเรียกจากคนที่อยู่ชมรมกีฬาเท่านั้น คนที่มีสิทธิ์ถูกเรียกก็ลดลง และสัดส่วนคนเล่นดนตรีในกลุ่มที่เหลืออาจไม่เท่าเดิม หน้านี้ใช้ตารางจำนวนคนเป็นเครื่องมือหลัก เพราะตารางทำให้เห็นทันทีว่ากำลังหารด้วยกลุ่มไหน

ตารางสองทางของชมรมกีฬาและดนตรี

ห้องหนึ่งมีนักเรียน 4040 คน เล่นกีฬา 1818 คน เล่นดนตรี 1212 คน ทำทั้งสองอย่าง 66 คน ให้ AA เป็นเหตุการณ์ที่คนที่สุ่มได้เล่นกีฬา และ BB เป็นเหตุการณ์ที่เล่นดนตรี เติมตารางทีละช่องจากข้อมูลที่ให้ เล่นกีฬาแต่ไม่เล่นดนตรีมี 18−6=1218-6=12 คน ไม่เล่นกีฬามี 40−18=2240-18=22 คน ในนั้นเล่นดนตรี 12−6=612-6=6 คน ที่เหลือ 22−6=1622-6=16 คนไม่ทำทั้งสองอย่าง

เล่นดนตรี BBไม่เล่นดนตรี B′B'รวม
เล่นกีฬา AA61218
ไม่เล่นกีฬา A′A'61622
รวม122840

ช่องในตารางคือเหตุการณ์ที่ไม่เกิดร่วมกันสี่แบบ แต่ละคนอยู่ช่องเดียวพอดี ตัวเลขขอบขวาและขอบล่างเป็นผลรวมของแถวและหลัก ตารางนี้จะใช้ตลอดหน้า

กฎการบวก

สมบัติ

P(A∪B)=P(A)+P(B)−P(A∩B)P(A\cup B)=P(A)+P(B)-P(A\cap B) และ P(A∣B)=P(A∩B)/P(B)P(A\mid B)=P(A\cap B)/P(B) เมื่อ P(B)>0P(B)>0

ลบส่วนร่วมเพราะถูกบวกสองครั้ง คนที่เล่นทั้งกีฬาและดนตรีอยู่ทั้งใน 1818 คนและใน 1212 คน ถ้าบวกตรงๆ คนกลุ่มนี้จะถูกนับสองรอบ กฎนี้คือสูตร n(A∪B)n(A\cup B) ของบทที่ 32 หารด้วย n(S)n(S) ทั้งสองข้าง และยังใช้ได้กับความน่าจะเป็นทั่วไปที่ไม่ได้มาจากการนับ เมื่อ AA กับ BB ไม่เกิดร่วมกัน พจน์สุดท้ายเป็นศูนย์ จึงกลับไปเป็นการบวกตรงๆ ในหน้า 44.2

การไม่เกิดร่วมกันหมายถึงส่วนร่วมว่าง ส่วนความเป็นอิสระหมายถึง P(A∩B)=P(A)P(B)P(A\cap B)=P(A)P(B) การไม่เกิดร่วมกันที่ทั้งคู่มีโอกาสบวกจึงไม่เป็นอิสระ เรื่องนี้จะกลับมาในหัวข้อความเป็นอิสระ

ตัวอย่าง 1

มีนักเรียน 4040 คน เล่นกีฬา 1818 คน เล่นดนตรี 1212 คน ทำทั้งสอง 66 คน สุ่มหนึ่งคน โอกาสทำอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมเท่าไร

  1. อย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมคือ A∪BA\cup B จำนวนในยูเนียนคือ 18+12−6=2418+12-6=24 คน
  2. โอกาส 24/40=3/524/40=3/5
  3. ตรวจจากตาราง คนที่ไม่ทำทั้งสองอย่างมี 1616 คน 1−1640=351-\tfrac{16}{40}=\tfrac35 ตรงกัน

ตัวอย่าง 2

ข้อมูลของร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียนบอกว่า ลูกค้าที่เข้าร้านซื้อเครื่องดื่มด้วยความน่าจะเป็น 0.50.5 ซื้อขนมด้วยความน่าจะเป็น 0.40.4 และซื้ออย่างน้อยหนึ่งอย่างด้วยความน่าจะเป็น 0.70.7 หาโอกาสที่ลูกค้าซื้อทั้งสองอย่าง และโอกาสที่ซื้อเครื่องดื่มอย่างเดียว

  1. ให้ DD เป็นซื้อเครื่องดื่ม KK เป็นซื้อขนม โจทย์ให้ P(D∪K)P(D\cup K) มาแล้ว จึงใช้กฎการบวกย้อนหาส่วนร่วม
  2. 0.7=0.5+0.4−P(D∩K)0.7=0.5+0.4-P(D\cap K) ได้ P(D∩K)=0.2P(D\cap K)=0.2
  3. ซื้อเครื่องดื่มอย่างเดียวคือ D∩K′D\cap K' ได้จากเครื่องดื่มทั้งหมดลบส่วนที่ซื้อขนมด้วย 0.5−0.2=0.30.5-0.2=0.3
  4. ตรวจความสมเหตุสมผล ส่วนร่วม 0.20.2 ไม่เกินค่าที่เล็กกว่าระหว่าง 0.50.5 กับ 0.40.4 ถ้าคำนวณได้ติดลบหรือเกิน 0.40.4 แปลว่าข้อมูลขัดกันเอง

ความน่าจะเป็นมีเงื่อนไข

P(A∣B)P(A\mid B) อ่านว่า ความน่าจะเป็นของ AA เมื่อกำหนด BB หมายถึงรู้แล้วว่า BB เกิด และถามว่า AA เกิดด้วยมีโอกาสเท่าไร เมื่อรู้ว่า BB เกิด ผลลัพธ์นอก BB ถูกตัดทิ้งหมด กลุ่มอ้างอิงใหม่จึงเหลือ BB และผลที่ทำให้ AA เกิดด้วยเหลือเพียง A∩BA\cap B ถ้าผลลัพธ์โอกาสเท่ากันจะได้

P(A∣B)=n(A∩B)n(B)=n(A∩B)/n(S)n(B)/n(S)=P(A∩B)P(B)P(A\mid B)=\frac{n(A\cap B)}{n(B)}=\frac{n(A\cap B)/n(S)}{n(B)/n(S)}=\frac{P(A\cap B)}{P(B)}

ในตาราง การมีเงื่อนไขคือการเลือกอ่านแถวหรือหลักเดียว แล้วหารด้วยผลรวมของแถวหรือหลักนั้น แทนการหารด้วยทั้งห้อง

ตัวอย่าง 3

จากห้องเดิม เมื่อรู้ว่าเล่นกีฬา โอกาสที่เล่นดนตรีเท่าไร และเทียบกับโอกาสเล่นดนตรีเมื่อยังไม่รู้อะไร

  1. กลุ่มอ้างอิงใหม่คือผู้เล่นกีฬา 1818 คน คือแถว AA ของตาราง
  2. ในนั้นเล่นดนตรี 66 คน จึงได้ P(B∣A)=6/18=1/3P(B\mid A)=6/18=1/3
  3. ถ้ายังไม่รู้อะไร กลุ่มอ้างอิงคือ 4040 คน ได้ P(B)=12/40=3/10P(B)=12/40=3/10
  4. สองค่านี้ต่างกัน การรู้ว่าเล่นกีฬาทำให้โอกาสเล่นดนตรีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในห้องนี้

ใช้ตารางย้อนทิศเงื่อนไข

ความน่าจะเป็นของ A เมื่อรู้ B ไม่จำเป็นต้องเท่ากับของ B เมื่อรู้ A เพราะตัวหารต่างกัน การเขียนตารางจำนวนคนช่วยเห็นส่วนร่วมเดียวกันแต่ฐานสองกลุ่มต่างขนาด ความสัมพันธ์แบบมีเงื่อนไขจึงต้องอ่านประโยคก่อนและระบุว่ารู้อะไรแล้ว

ตัวอย่าง 4

มีผู้ใช้รถรับส่ง 2020 คน ผู้ใส่แว่น 1212 คน และเป็นทั้งสอง 55 คน ในกลุ่มใช้รถรับส่งโอกาสใส่แว่นเท่าไร และในกลุ่มใส่แว่นโอกาสใช้รถเท่าไร

  1. ประโยคแรกบอกว่ารู้แล้วว่าใช้รถ ฐานจึงเป็น 2020 ได้ 5/20=1/45/20=1/4
  2. ประโยคที่สองบอกว่ารู้แล้วว่าใส่แว่น ฐานเป็น 1212 ได้ 5/125/12
  3. สองค่านี้ต่างกัน แม้ใช้จำนวนในส่วนร่วมตัวเดียวกัน

ลองคิดก่อน

นักบาสเกตบอลทีมโรงเรียนเกือบทุกคนสูงเกิน 175175 เซนติเมตร เพื่อนจึงสรุปว่า นักเรียนที่สูงเกิน 175175 เซนติเมตรเกือบทุกคนเล่นบาสเกตบอล ถูกหรือไม่

ดูคำตอบ

ไม่ถูก ข้อมูลที่ให้คือ P(สูง∣เล่นบาส)P(\text{สูง}\mid\text{เล่นบาส}) ซึ่งมีฐานเป็นนักบาสไม่กี่สิบคน แต่ข้อสรุปของเพื่อนคือ P(เล่นบาส∣สูง)P(\text{เล่นบาส}\mid\text{สูง}) ซึ่งมีฐานเป็นนักเรียนตัวสูงทั้งโรงเรียน ถ้าโรงเรียนมีคนสูงเกิน 175175 เซนติเมตร 200200 คน แต่นักบาสมี 1515 คน ต่อให้นักบาสสูงทุกคน ก็ได้ P(เล่นบาส∣สูง)P(\text{เล่นบาส}\mid\text{สูง}) ไม่เกิน 15200\tfrac{15}{200} การสลับเงื่อนไขเปลี่ยนตัวหาร จึงเปลี่ยนคำตอบ

ตรวจวิธีคิด

หากจะอนุมานย้อนเงื่อนไขจากความน่าจะเป็น ต้องรู้โอกาสของกลุ่มอ้างอิงด้วย กฎคูณช่วยเชื่อมทั้งสองทิศแต่ไม่อนุญาตให้สลับชื่อเงื่อนไขโดยคงตัวเลขเดิม

กฎคูณ

P(A∩B)=P(B)P(A∣B)P(A\cap B)=P(B)P(A\mid B) ใช้ได้เสมอเมื่อเงื่อนไขกำหนดได้ ถ้าเป็นอิสระจึงลดเป็นผลคูณของโอกาสแต่ละเหตุการณ์ได้

กฎนี้ได้จากการคูณ P(B)P(B) ทั้งสองข้างของนิยามความน่าจะเป็นมีเงื่อนไข สลับบทบาทกันก็ได้ P(A∩B)=P(A)P(B∣A)P(A\cap B)=P(A)P(B\mid A) ใช้เมื่อการทดลองเกิดเป็นขั้น เช่นสุ่มทีละคน แล้วรู้ผลขั้นแรกก่อนขั้นที่สอง ขั้นแรกใช้โอกาสธรรมดา ขั้นที่สองใช้โอกาสที่มีเงื่อนไขว่าขั้นแรกเกิดแล้ว

ตัวอย่าง 5

จากห้องเดิม ครูสุ่มนักเรียนทีละคนสองคนไปช่วยงาน โดยไม่เลือกคนเดิมซ้ำ โอกาสที่ทั้งสองคนเล่นกีฬาเท่าไร

  1. ให้ A1A_1 เป็นคนแรกเล่นกีฬา และ A2A_2 เป็นคนที่สองเล่นกีฬา ต้องการ P(A1∩A2)P(A_1\cap A_2)
  2. คนแรก P(A1)=1840P(A_1)=\tfrac{18}{40}
  3. เมื่อคนแรกเล่นกีฬา ห้องเหลือ 3939 คน เล่นกีฬา 1717 คน จึงได้ P(A2∣A1)=1739P(A_2\mid A_1)=\tfrac{17}{39}
  4. กฎคูณให้ 1840⋅1739=3061560=51260\tfrac{18}{40}\cdot\tfrac{17}{39}=\tfrac{306}{1560}=\tfrac{51}{260}
  5. ตรวจด้วยการจัดหมู่จากหน้า 44.2 (182)/(402)=153780=51260\binom{18}2/\binom{40}2=\tfrac{153}{780}=\tfrac{51}{260} ตรงกัน

ความเป็นอิสระ

นิยาม

เหตุการณ์ AA และ BB เป็นอิสระกัน เมื่อ P(A∩B)=P(A)P(B)P(A\cap B)=P(A)P(B) ถ้า P(B)>0P(B)>0 เงื่อนไขนี้เท่ากับ P(A∣B)=P(A)P(A\mid B)=P(A) คือการรู้ว่า BB เกิดไม่เปลี่ยนโอกาสของ AA

ความเป็นอิสระต้องตรวจด้วยตัวเลข ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกว่าสองเรื่องเกี่ยวกันหรือไม่ ในห้องเดิม P(B∣A)=13P(B\mid A)=\tfrac13 แต่ P(B)=310P(B)=\tfrac3{10} จึงไม่เป็นอิสระ ตรวจด้วยนิยามก็ได้ผลเดียวกัน P(A)P(B)=1840⋅1240=27200P(A)P(B)=\tfrac{18}{40}\cdot\tfrac{12}{40}=\tfrac{27}{200} แต่ P(A∩B)=640=30200P(A\cap B)=\tfrac{6}{40}=\tfrac{30}{200}

ตัวอย่าง 6

ทอยลูกเต๋าหนึ่งลูก ให้ EE เป็นได้เลขคู่ F={1,2}F=\{1,2\} และ G={1,2,3}G=\{1,2,3\} ตรวจว่า EE กับ FF เป็นอิสระกันหรือไม่ และ EE กับ GG เป็นอิสระกันหรือไม่

  1. P(E)=36=12P(E)=\tfrac36=\tfrac12 และ P(F)=26=13P(F)=\tfrac26=\tfrac13
  2. E∩F={2}E\cap F=\{2\} ได้ P(E∩F)=16P(E\cap F)=\tfrac16 และ P(E)P(F)=12⋅13=16P(E)P(F)=\tfrac12\cdot\tfrac13=\tfrac16 เท่ากัน จึงเป็นอิสระ ทั้งที่ทอยลูกเต๋าครั้งเดียว ความหมายคือ ในกลุ่ม {1,2}\{1,2\} เลขคู่มีครึ่งหนึ่งพอดี เท่ากับสัดส่วนเลขคู่ของทั้งลูกเต๋า
  3. P(G)=12P(G)=\tfrac12 และ E∩G={2}E\cap G=\{2\} ได้ P(E∩G)=16P(E\cap G)=\tfrac16 แต่ P(E)P(G)=14P(E)P(G)=\tfrac14 ไม่เท่ากัน จึงไม่เป็นอิสระ ในกลุ่ม {1,2,3}\{1,2,3\} เลขคู่มีแค่หนึ่งในสาม

ลองคิดก่อน

ทอยลูกเต๋าได้เลขหนึ่งกับได้เลขสองเป็นเหตุการณ์อิสระเพราะไม่เกี่ยวกันหรือไม่

ดูคำตอบ

ไม่เป็นอิสระ ทั้งสองเกิดร่วมกันไม่ได้ ทั้งที่แต่ละอันมีโอกาสบวก การรู้ว่าได้หนึ่งทำให้โอกาสได้สองเหลือศูนย์ทันที ตรวจด้วยนิยาม P(หนึ่ง∩สอง)=0P(\text{หนึ่ง}\cap\text{สอง})=0 แต่ 16⋅16=136\tfrac16\cdot\tfrac16=\tfrac1{36} ไม่เท่ากัน ไม่เกิดร่วมกันกับเป็นอิสระจึงเป็นคนละเรื่อง และแทบจะตรงข้ามกันด้วย

เมื่อแบบจำลองกำหนดว่าเหตุการณ์เป็นอิสระ เช่นเครื่องจักรสองเครื่องทำงานแยกกัน หรือทอยลูกเต๋าสองครั้ง กฎคูณจะเหลือเพียงผลคูณของโอกาสแต่ละเหตุการณ์

ตัวอย่าง 7

โรงเรียนมีเครื่องปั่นไฟสำรองสองเครื่องทำงานเป็นอิสระกัน แต่ละเครื่องติดได้เมื่อไฟดับด้วยความน่าจะเป็น 0.90.9 โอกาสที่ไฟดับแล้วมีอย่างน้อยหนึ่งเครื่องติดเท่าไร

  1. อย่างน้อยหนึ่งเครื่องติด ส่วนเติมเต็มคือไม่ติดทั้งสองเครื่อง
  2. แต่ละเครื่องไม่ติดด้วยโอกาส 1−0.9=0.11-0.9=0.1 เป็นอิสระกันจึงคูณได้ 0.1×0.1=0.010.1\times0.1=0.01
  3. โอกาสที่มีอย่างน้อยหนึ่งเครื่องติดคือ 1−0.01=0.991-0.01=0.99
  4. ถ้าใช้กฎการบวกแทน จะได้ 0.9+0.9−0.9×0.9=0.990.9+0.9-0.9\times0.9=0.99 เท่ากัน แต่ถ้าบวก 0.9+0.90.9+0.9 ตรงๆ จะได้ 1.81.8 ซึ่งเกินหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าลืมลบส่วนร่วม

สรุป

  • กฎบวกต้องหักส่วนร่วม P(A∪B)=P(A)+P(B)−P(A∩B)P(A\cup B)=P(A)+P(B)-P(A\cap B)
  • ความน่าจะเป็นมีเงื่อนไขเปลี่ยนกลุ่มอ้างอิง ในตารางคือหารด้วยผลรวมของแถวหรือหลักที่รู้
  • P(A∣B)P(A\mid B) กับ P(B∣A)P(B\mid A) มีตัวหารต่างกัน สลับกันไม่ได้
  • กฎคูณ P(A∩B)=P(A)P(B∣A)P(A\cap B)=P(A)P(B\mid A) ใช้กับการทดลองที่เกิดเป็นขั้น
  • ตรวจความเป็นอิสระด้วยสมการ ไม่ใช้ความรู้สึก และไม่สับสนกับการไม่เกิดร่วมกัน

หน้าถัดไปจะต่อกฎคูณเป็นแผนภาพต้นไม้หลายกิ่ง แล้วใช้ตารางย้อนหาเหตุจากผลที่เห็น เช่นตรวจโรคได้ผลบวกแล้วป่วยจริงแค่ไหน