descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 42 จำนวนเชิงซ้อนตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.5 เล่ม 2 บทที่ 1เพิ่มเติม

42.2 ระนาบเชิงซ้อนและค่าสัมบูรณ์

ในเกมบนมือถือเกมหนึ่ง ตัวละครยืนอยู่ที่ช่อง (1,2)(1, 2) ของแผนที่ ผู้เล่นสั่งให้เดินไปทางขวา 33 ช่องและลงล่าง 11 ช่อง ตัวละครจึงไปอยู่ที่ (4,1)(4, 1) ถ้าเขียนตำแหน่งเริ่มเป็น 1+2i1 + 2i และการเดินเป็น 3−i3 - i ผลบวก (1+2i)+(3−i)=4+i(1 + 2i) + (3 - i) = 4 + i ก็คือตำแหน่งใหม่พอดี

ความบังเอิญนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จำนวนเชิงซ้อนหนึ่งตัวมีจำนวนจริงสองตัว จึงวางเป็นจุดบนระนาบได้ตรงๆ หน้านี้จะดูว่าการบวก การลบ และค่าสัมบูรณ์มีความหมายอะไรบนระนาบ แล้วใช้ภาพนั้นแปลสมการเชิงซ้อนให้เป็นวงกลมและเส้นตรง

จุดบนระนาบเชิงซ้อน

ให้แกนนอนแทนส่วนจริงและแกนตั้งแทนส่วนจินตภาพ จำนวน a+bia + bi จะเป็นจุด (a,b)(a, b) ระนาบที่ใช้แบบนี้เรียกว่าระนาบเชิงซ้อน แกนนอนเรียกว่าแกนจริง แกนตั้งเรียกว่าแกนจินตภาพ เช่น 3+2i3 + 2i อยู่ที่ (3,2)(3, 2) จำนวนจริง 44 อยู่ที่ (4,0)(4, 0) บนแกนจริง และ −2i-2i อยู่ที่ (0,−2)(0, -2) บนแกนจินตภาพ

ภาพนี้ทำให้เห็นว่าทำไมสองจำนวนเท่ากันเมื่อส่วนจริงและส่วนจินตภาพเท่ากันแยกกัน จุดสองจุดทับกันได้ก็ต่อเมื่อพิกัดทั้งสองตัวตรงกัน และยังบอกว่าทำไมไม่มีการเรียงว่าจำนวนเชิงซ้อนตัวไหนมากกว่า จุดบนระนาบไม่ได้เรียงเป็นแถวเดียวแบบเส้นจำนวน ประโยคอย่าง 2+i>1+3i2 + i > 1 + 3i จึงไม่มีความหมาย

สังยุค zˉ=a−bi\bar z = a - bi อยู่ที่ (a,−b)(a, -b) คือภาพสะท้อนของ zz ข้ามแกนจริง ลองเลื่อนค่าในกราฟข้างล่าง

แกนนอนแทนส่วนจริง แกนตั้งแทนส่วนจินตภาพ

ปรับให้ส่วนจินตภาพเป็นศูนย์ จุดกับสังยุคจะทับกันบนแกนจริง เพราะจำนวนจริงเป็นสังยุคของตัวเอง จากนั้นเปลี่ยนเครื่องหมายส่วนจินตภาพแล้วดูว่าขนาดยังคงเดิม

การบวกคือการเลื่อน

บวก z=a+biz = a + bi กับ w=c+diw = c + di ได้ (a+c)+(b+d)i(a + c) + (b + d)i พิกัดบวกกันทีละตัว เหมือนการบวกเวกเตอร์ในหน้า 41.2 ถ้ามอง ww เป็นลูกศรจากจุดกำเนิด การบวก ww คือการเลื่อนจุด zz ไปตามลูกศรนั้น จุดกำเนิด zz z+wz + w และ ww จึงเป็นมุมทั้งสี่ของรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน

จริงจินตภาพzwz + w
z=1+2iz = 1 + 2i (ส้ม) และ w=3−iw = 3 - i (เขียว) ผลบวก 4+i4 + i (ม่วง) อยู่ที่มุมที่สี่ของสี่เหลี่ยมด้านขนาน

การลบก็อ่านได้แบบเดียวกัน z1−z2z_1 - z_2 คือลูกศรที่ชี้จากจุด z2z_2 ไปหาจุด z1z_1 เพราะ z2+(z1−z2)=z1z_2 + (z_1 - z_2) = z_1 ข้อนี้คือกุญแจของการหาระยะในหัวข้อถัดไป

ตัวอย่าง 1

ตัวละครในเกมตอนต้นหน้าอยู่ที่ 4+i4 + i ต้องเดินด้วยจำนวนเชิงซ้อนใดจึงจะไปถึงจุดเก็บของที่ −2+5i-2 + 5i

  1. การเดินคือลูกศรจากตำแหน่งปัจจุบันไปหาเป้าหมาย จึงเป็นผลต่าง เป้าหมายลบตำแหน่งปัจจุบัน
  2. (−2+5i)−(4+i)=−6+4i(-2 + 5i) - (4 + i) = -6 + 4i คือเดินไปทางซ้าย 66 ช่องและขึ้น 44 ช่อง
  3. ตรวจ (4+i)+(−6+4i)=−2+5i(4 + i) + (-6 + 4i) = -2 + 5i ถึงเป้าหมายจริง ถ้าลบสลับข้างจะได้ 6−4i6 - 4i ซึ่งพาเดินออกไปทางตรงข้าม

ขนาดคือระยะจากจุดกำเนิด

สมบัติ

ถ้า z=a+biz=a+bi แล้ว ∣z∣=a2+b2|z|=\sqrt{a^2+b^2} และระยะระหว่าง z1,z2z_1,z_2 คือ ∣z1−z2∣|z_1-z_2| สังยุคสะท้อนจุดข้ามแกนจริง

สูตรนี้มาจากทฤษฎีบทพีทาโกรัส ลากเส้นจากจุดกำเนิดไปจุด (a,b)(a, b) จะได้ด้านตรงข้ามมุมฉากของสามเหลี่ยมที่มีด้านประกอบมุมฉากยาว ∣a∣|a| และ ∣b∣|b| ค่าสัมบูรณ์ของจำนวนจริงในหน้า 34.4 คือระยะบนเส้นจำนวน ค่าสัมบูรณ์ของจำนวนเชิงซ้อนก็คือระยะเหมือนกัน แต่เป็นระยะบนระนาบ ส่วนระยะระหว่างสองจุดใช้ขนาดของลูกศร z1−z2z_1 - z_2 ซึ่งให้สูตรเดียวกับระยะระหว่างจุดในหน้า 38.1

ระยะเป็นจำนวนจริงไม่ติดลบเสมอ สมการ ∣z−z0∣=r|z-z_0|=r เมื่อ r>0r>0 จึงแทนวงกลมที่มีจุดศูนย์กลาง z0z_0 และรัศมี rr อย่าคิดว่าค่าสัมบูรณ์เชิงซ้อนเพียงเปลี่ยนเครื่องหมายลบเป็นบวก เช่น ∣−3+4i∣|-3 + 4i| ไม่ใช่ 3+4i3 + 4i

ตัวอย่าง 2

หา ∣−3+4i∣|-3+4i| และตำแหน่งสังยุค

  1. ส่วนจริง −3-3 และส่วนจินตภาพ 44 ยกกำลังสองแล้วเป็นบวกทั้งคู่ เครื่องหมายลบจึงไม่มีผลต่อระยะ
  2. ระยะคือ (−3)2+42=25=5\sqrt{(-3)^2+4^2}=\sqrt{25}=5
  3. สังยุคคือ −3−4i-3-4i จุดสะท้อนอยู่ที่ (−3,−4)(-3,-4) ซึ่งห่างจากจุดกำเนิด 55 หน่วยเท่ากัน

ตัวอย่าง 3

หาระยะจาก 1+2i1+2i ถึง 4+6i4+6i

  1. ระยะระหว่างจุดคือขนาดของผลต่าง ลบกันได้ (4+6i)−(1+2i)=3+4i(4+6i)-(1+2i)=3+4i
  2. ขนาดของผลต่างคือ 32+42=5\sqrt{3^2 + 4^2} = 5 จึงห่างกัน 55 หน่วย
  3. ลบสลับลำดับได้ −3−4i-3 - 4i ซึ่งมีขนาด 55 เท่ากัน ระยะจึงไม่ขึ้นกับว่าลบตัวไหนก่อน

ค่าสัมบูรณ์เข้ากับการคูณได้ดี มีสมบัติที่ใช้บ่อยสี่ข้อ คือ ∣zˉ∣=∣z∣|\bar z| = |z| และ zzˉ=∣z∣2z\bar z = |z|^2 และ ∣z1z2∣=∣z1∣ ∣z2∣|z_1 z_2| = |z_1|\,|z_2| และ ∣z1z2∣=∣z1∣∣z2∣\left|\dfrac{z_1}{z_2}\right| = \dfrac{|z_1|}{|z_2|} เมื่อ z2≠0z_2 \ne 0 ข้อที่สองตามมาจาก zzˉ=a2+b2z\bar z = a^2 + b^2 ในหน้า 42.1 ส่วนข้อสามตรวจได้โดยกระจาย แล้วจะเห็นเหตุผลชัดขึ้นในหน้า 42.3 สมบัติเหล่านี้ไม่มีคู่สำหรับการบวก ∣z1+z2∣|z_1 + z_2| ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ ∣z1∣+∣z2∣|z_1| + |z_2|

ตัวอย่าง 4

หา ∣(3+4i)(1−i)∣|(3 + 4i)(1 - i)| และ ∣3+4i1−i∣\left|\dfrac{3 + 4i}{1 - i}\right| โดยไม่ต้องคูณหรือหารก่อน

  1. หาขนาดของแต่ละตัว ∣3+4i∣=5|3 + 4i| = 5 และ ∣1−i∣=1+1=2|1 - i| = \sqrt{1 + 1} = \sqrt{2}
  2. ขนาดของผลคูณคือผลคูณของขนาด ได้ 525\sqrt{2}
  3. ขนาดของผลหารคือผลหารของขนาด ได้ 52=522\dfrac{5}{\sqrt{2}} = \dfrac{5\sqrt{2}}{2}
  4. ตรวจข้อแรกโดยกระจาย (3+4i)(1−i)=3−3i+4i−4i2=7+i(3 + 4i)(1 - i) = 3 - 3i + 4i - 4i^2 = 7 + i ขนาดคือ 49+1=50=52\sqrt{49 + 1} = \sqrt{50} = 5\sqrt{2} ตรงกัน

ลองคิดก่อน

ทุกจำนวนที่ค่าสัมบูรณ์เท่ากับ 55 ต้องเท่ากันหรือไม่

ดูคำตอบ

ไม่เท่ากัน จุดเหล่านี้อยู่บนวงกลมรัศมี 55 รอบจุดกำเนิดวงเดียวกัน แต่มีทิศต่างกัน เช่น 55 กับ 5i5i และ 3+4i3 + 4i มีขนาดเท่ากันแต่เป็นคนละจำนวน ค่าสัมบูรณ์บอกแค่ระยะ ไม่บอกทิศ

วงกลมจากสมการค่าสัมบูรณ์

สมการระยะช่วยแปลจำนวนเชิงซ้อนกลับเป็นเรขาคณิตได้ เมื่อเขียน z=a+biz=a+bi สมการค่าสัมบูรณ์ของผลต่างจะกลายเป็นผลรวมกำลังสองของความต่างพิกัด ระวังว่าสิ่งที่อยู่ในค่าสัมบูรณ์เป็นผลต่างทั้งจำนวน ไม่ใช่ลบเฉพาะส่วนจริงหรือเฉพาะส่วนจินตภาพ

วิธีอ่านที่เร็วที่สุดคือทำให้ข้างในอยู่ในรูป z−z0z - z_0 ก่อน แล้วอ่านออกเสียงว่า ระยะจาก zz ถึง z0z_0 เท่ากับ rr ได้วงกลมที่มีศูนย์กลางที่ z0z_0 ตามนิยามวงกลมในหน้า 38.4

ตัวอย่าง 5

อธิบายเซตของจุดที่ ∣z−(2−i)∣=3|z-(2-i)|=3 และตรวจจุด 5−i5-i

  1. ข้างในอยู่ในรูป z−z0z - z_0 แล้ว โดย z0=2−iz_0 = 2 - i สมการจึงบอกว่าระยะจาก zz ถึงจุด (2,−1)(2, -1) เท่ากับ 33
  2. ยืนยันด้วยพีชคณิต ให้ z=a+biz=a+bi ผลต่างคือ (a−2)+(b+1)i(a - 2) + (b + 1)i ยกกำลังสองทั้งสองข้างได้ (a−2)2+(b+1)2=9(a-2)^2+(b+1)^2=9
  3. เป็นวงกลมศูนย์กลาง (2,−1)(2,-1) รัศมี 33
  4. แทน 5−i5-i ได้ผลต่าง (5−i)−(2−i)=3(5 - i) - (2 - i) = 3 จึงมีขนาด 33 และอยู่บนวงกลม

ลองคิดก่อน

วงกลม ∣z+3−i∣=2|z + 3 - i| = 2 มีจุดศูนย์กลางที่ (3,−1)(3, -1) ใช่ไหม

ดูคำตอบ

ไม่ใช่ ต้องเขียนข้างในเป็นรูป z−z0z - z_0 ก่อน z+3−i=z−(−3+i)z + 3 - i = z - (-3 + i) จุดศูนย์กลางจึงเป็น −3+i-3 + i คือจุด (−3,1)(-3, 1) เครื่องหมายสลับเหมือนกรณี (x−h)2(x - h)^2 ในบทที่ 25 ตรวจได้โดยแทน z=−3+iz = -3 + i ข้างในจะเป็นศูนย์ ซึ่งต้องเกิดที่จุดศูนย์กลางเท่านั้น

ตัวอย่าง 6

หาเซตของจุด zz ที่ ∣z−1∣=∣z+i∣|z - 1| = |z + i|

  1. เขียน z+i=z−(−i)z + i = z - (-i) สมการจึงบอกว่าระยะจาก zz ถึง 11 เท่ากับระยะจาก zz ถึง −i-i คือจุดที่ห่างจาก (1,0)(1, 0) และ (0,−1)(0, -1) เท่ากัน เซตนี้ควรเป็นเส้นแบ่งครึ่งตั้งฉากของส่วนของเส้นตรงที่เชื่อมสองจุด
  2. ยืนยันด้วยพีชคณิต ให้ z=a+biz = a + bi ยกกำลังสองทั้งสองข้างได้ (a−1)2+b2=a2+(b+1)2(a - 1)^2 + b^2 = a^2 + (b + 1)^2
  3. กระจายแล้ว a2a^2 กับ b2b^2 หักล้างกัน เหลือ −2a+1=2b+1-2a + 1 = 2b + 1 จึงได้ b=−ab = -a
  4. เซตนี้คือเส้นตรง y=−xy = -x บนระนาบ ตรวจจุด 2−2i2 - 2i ที่อยู่บนเส้น ∣1−2i∣=5|1 - 2i| = \sqrt{5} และ ∣2−i∣=5|2 - i| = \sqrt{5} เท่ากันจริง

สังเกตว่าเส้น y=−xy = -x ผ่านจุดกึ่งกลาง (12,−12)\left(\tfrac{1}{2}, -\tfrac{1}{2}\right) ของสองจุดนั้น และมีความชัน −1-1 ตั้งฉากกับส่วนของเส้นตรงจาก (0,−1)(0, -1) ไป (1,0)(1, 0) ที่มีความชัน 11 ตรงกับที่คาดจากภาพในขั้นแรก

ตรวจวิธีคิด

จุดภายในวงกลมจะมีระยะน้อยกว่าสาม จุดภายนอกมีระยะมากกว่าสาม การเปลี่ยนเครื่องหมายเป็นไม่เท่ากันจึงเปลี่ยนจากเส้นขอบไปเป็นบริเวณ ต้องแยกให้ชัดว่าโจทย์ต้องการรูปใด

สรุป

  • a+bia + bi คือจุด (a,b)(a, b) แกนนอนเป็นส่วนจริง แกนตั้งเป็นส่วนจินตภาพ
  • บวกคือเลื่อนตามลูกศร z1−z2z_1 - z_2 คือลูกศรจาก z2z_2 ไป z1z_1
  • ค่าสัมบูรณ์เป็นระยะ ∣z∣=a2+b2|z| = \sqrt{a^2 + b^2} และระยะระหว่างจุดคือ ∣z1−z2∣|z_1 - z_2|
  • สังยุคสะท้อนข้ามแกนจริง คงแกนนอนและกลับเครื่องหมายแกนตั้ง
  • ∣z1z2∣=∣z1∣∣z2∣|z_1z_2| = |z_1||z_2| แต่ไม่มีสูตรแบบนี้สำหรับผลบวก
  • ∣z−z0∣=r|z - z_0| = r เป็นวงกลม ∣z−z1∣=∣z−z2∣|z - z_1| = |z - z_2| เป็นเส้นแบ่งครึ่งตั้งฉาก

จุดบนระนาบบอกตำแหน่งได้อีกแบบ คือบอกระยะจากจุดกำเนิดกับมุมที่ทำกับแกนจริง หน้าถัดไปจะใช้วิธีนี้ แล้วการคูณที่ดูยุ่งจะกลายเป็นการหมุน