descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 34 จำนวนจริงตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.4 เล่ม 1 บทที่ 3เพิ่มเติม

34.1 ระบบจำนวนจริงและสมบัติ

วัดเส้นทแยงมุมของกระดาษจัตุรัสด้านหนึ่งหน่วยได้ 2\sqrt2 หน่วย ตามทฤษฎีบทพีทาโกรัสในบทที่ 10 ลองวัดด้วยไม้บรรทัดจะได้ราว 1.411.41 ใช้เครื่องคิดเลขได้ 1.41421356…1.41421356\ldots ไม่ว่าเพิ่มตำแหน่งทศนิยมไปเท่าไรก็ไม่จบ และไม่วนซ้ำ ตัวเลขนี้มีตำแหน่งชัดเจนบนเส้นจำนวน แต่เขียนเป็นเศษส่วนของจำนวนเต็มไม่ได้ จำนวนจริงจึงกว้างกว่าจำนวนที่เคยใช้ซื้อขายหรือนับของ

หน้านี้ทบทวนว่าจำนวนจริงประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วดูสมบัติที่เราใช้ทุกครั้งที่แก้สมการ โดยเฉพาะข้อที่มีเงื่อนไขซ่อนอยู่ ถ้าลืมเงื่อนไขนั้น คำตอบจะหายไปเงียบๆ โดยไม่มีใครเตือน

แผนผังของระบบจำนวน

แต่ละชุดจำนวนเกิดขึ้นเพราะชุดเดิมทำบางอย่างไม่ได้ จำนวนนับใช้นับของ แต่ 3−53 - 5 ไม่มีคำตอบในจำนวนนับ จึงต้องมีจำนวนเต็มลบ จำนวนเต็มลบกันได้เสมอ แต่ 3÷43 \div 4 ไม่ได้จำนวนเต็ม จึงต้องมีเศษส่วน แล้วพอวัดความยาวอย่างเส้นทแยงมุมข้างบน เศษส่วนก็ยังไม่พอ จึงต้องมีจำนวนอตรรกยะมาเติมช่องว่างบนเส้นจำนวน

นิยาม

จำนวนตรรกยะ คือจำนวนที่เขียนในรูป pq\frac{p}{q} ได้ เมื่อ p,qp, q เป็นจำนวนเต็มและ q≠0q \ne 0 จำนวนจริงที่ไม่เป็นจำนวนตรรกยะเรียกว่า จำนวนอตรรกยะ จำนวนตรรกยะกับจำนวนอตรรกยะรวมกันเป็นจำนวนจริง R\mathbb R

เงื่อนไข q≠0q \ne 0 ไม่ได้ใส่ไว้ให้ดูเป็นทางการ ถ้า 60\frac{6}{0} มีค่าเป็นจำนวน kk สักตัว ก็ต้องได้ 0×k=60 \times k = 6 แต่ศูนย์คูณอะไรก็ได้ศูนย์ จึงไม่มี kk ตัวไหนใช้ได้เลย การหารด้วยศูนย์จึงไม่มีความหมาย

จำนวนจริง ℝจำนวนตรรกยะ ℚ1/20.75−2/3จำนวนเต็ม ℤ0−5จำนวนนับ ℕ1, 2, 3, ...จำนวนอตรรกยะ√2π1 + √3
จำนวนนับอยู่ในจำนวนเต็ม จำนวนเต็มอยู่ในจำนวนตรรกยะ ส่วนจำนวนอตรรกยะไม่ทับกับจำนวนตรรกยะเลย

สังเกตว่ากรอบจำนวนอตรรกยะแยกจากกรอบจำนวนตรรกยะ จำนวนจริงหนึ่งตัวจึงเป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีจำนวนไหนเป็นทั้งสองอย่าง และไม่มีจำนวนจริงไหนตกหล่นไม่อยู่ในกรอบใดเลย

ดูจากทศนิยม

ในบทที่ 4 และบทที่ 11 เราเปลี่ยนทศนิยมซ้ำเป็นเศษส่วนได้ทุกตัว ทศนิยมสิ้นสุดก็เขียนเป็นเศษส่วนที่ตัวส่วนเป็น 1010 100100 10001000 ได้ทันที ทั้งสองแบบจึงเป็นจำนวนตรรกยะ แม้ทศนิยมซ้ำจะเขียนได้ไม่รู้จบ ส่วนทศนิยมที่ไม่รู้จบและไม่ซ้ำเป็นจำนวนอตรรกยะ

ทศนิยมซ้ำที่มีส่วนไม่ซ้ำนำหน้า เช่น 1.2333…1.2333\ldots ทำให้หลายคนสะดุด ต้องคูณสองครั้งเพื่อให้หางที่ซ้ำตรงกันพอดี

ตัวอย่าง 1

เขียน N=1.2333…N = 1.2333\ldots เป็นเศษส่วนอย่างต่ำ

  1. ส่วนที่ซ้ำคือเลข 33 ซึ่งเริ่มที่ตำแหน่งที่สอง คูณ 1010 ก่อนเพื่อดันส่วนไม่ซ้ำไปอยู่หน้าจุด ได้ 10N=12.333…10N = 12.333\ldots
  2. คูณ 1010 อีกครั้งให้ได้หางซ้ำชุดเดียวกัน 100N=123.333…100N = 123.333\ldots ทำไมต้องสองครั้ง เพราะต้องการสองจำนวนที่หลังจุดเหมือนกันทุกหลัก
  3. ลบกัน 100N−10N=123.333…−12.333…=111100N - 10N = 123.333\ldots - 12.333\ldots = 111 หางที่ไม่รู้จบหักล้างกันหมด เหลือ 90N=11190N = 111
  4. ได้ N=11190=3730N = \frac{111}{90} = \frac{37}{30} ตรวจด้วยการหาร 37÷30=1.2333…37 \div 30 = 1.2333\ldots ตรงกัน

ตัวอย่าง 2

จัดประเภท 36\sqrt{36} 0.1250.125 และ 3\sqrt3

  1. อย่าตัดสินจากเครื่องหมายราก ให้หาค่าก่อน 36=6\sqrt{36} = 6 เพราะ 62=366^2 = 36 จึงเป็นจำนวนนับ จำนวนเต็ม และจำนวนตรรกยะพร้อมกัน ตามกรอบซ้อนในแผนผัง
  2. 0.1250.125 เป็นทศนิยมสิ้นสุด เขียนได้ 1251000=18\frac{125}{1000} = \frac{1}{8} จึงเป็นจำนวนตรรกยะ แต่ไม่เป็นจำนวนเต็ม
  3. 33 ไม่ใช่กำลังสองของจำนวนเต็มใด เพราะ 12=11^2 = 1 และ 22=42^2 = 4 ข้ามไปแล้ว 3\sqrt3 จึงเป็นอตรรกยะ ทั้งสามจำนวนเป็นจำนวนจริง
ทำไม √2 จึงเขียนเป็นเศษส่วนไม่ได้

ใช้การพิสูจน์โดยข้อขัดแย้งจากบทที่ 33 สมมติว่า 2=pq\sqrt2 = \frac{p}{q} เป็นเศษส่วนอย่างต่ำ ยกกำลังสองได้ p2=2q2p^2 = 2q^2 ดังนั้น p2p^2 เป็นเลขคู่ และ pp ต้องเป็นเลขคู่ด้วย เพราะเลขคี่ยกกำลังสองได้เลขคี่ เขียน p=2mp = 2m แทนกลับได้ 4m2=2q24m^2 = 2q^2 หรือ q2=2m2q^2 = 2m^2 จึงได้ว่า qq เป็นเลขคู่ด้วย ทั้ง pp และ qq หารด้วย 22 ลงตัว ขัดกับที่บอกว่าเป็นเศษส่วนอย่างต่ำ ข้อสมมติจึงผิด 2\sqrt2 เป็นอตรรกยะ

ลองคิดก่อน

ผลบวกของอตรรกยะสองจำนวนต้องเป็นอตรรกยะไหม

ดูคำตอบ

ไม่จำเป็น เช่น 2+(−2)=0\sqrt2+(-\sqrt2)=0 เป็นตรรกยะ แต่ 2+2=22\sqrt2+\sqrt2=2\sqrt2 เป็นอตรรกยะ ต้องพิจารณาค่าจริงของผลรวม ผลคูณก็เหมือนกัน 2×2=2\sqrt2 \times \sqrt2 = 2 เป็นตรรกยะ เซตของจำนวนอตรรกยะจึงไม่มีสมบัติปิดของการบวกและการคูณ

ลองคิดก่อน

เพื่อนบอกว่า π=227\pi = \frac{22}{7} ดังนั้น π\pi เป็นจำนวนตรรกยะ ถูกไหม

ดูคำตอบ

ไม่ถูก 227=3.142857…\frac{22}{7} = 3.142857\ldots เป็นแค่ค่าประมาณที่ใกล้ π=3.141592…\pi = 3.141592\ldots สองตัวต่างกันตั้งแต่ทศนิยมตำแหน่งที่สาม π\pi เป็นอตรรกยะ ค่าประมาณที่เป็นเศษส่วนใช้คำนวณได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนชนิดของจำนวน

สมบัติที่ใช้ย้ายและจัดรูป

สมบัติของจำนวนจริง

เมื่อ a,b,ca, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ

  • ปิด a+ba + b และ abab เป็นจำนวนจริง
  • สลับที่ a+b=b+aa + b = b + a และ ab=baab = ba
  • เปลี่ยนหมู่ (a+b)+c=a+(b+c)(a + b) + c = a + (b + c) และ (ab)c=a(bc)(ab)c = a(bc)
  • เอกลักษณ์ a+0=aa + 0 = a และ a×1=aa \times 1 = a
  • ตัวผกผัน ทุก aa มี −a-a ที่ a+(−a)=0a + (-a) = 0 และทุก a≠0a \ne 0 มี 1a\frac{1}{a} ที่ a×1a=1a \times \frac{1}{a} = 1
  • แจกแจง a(b+c)=ab+aca(b + c) = ab + ac

สมบัติเหล่านี้ดูธรรมดา แต่ทุกขั้นของการแก้สมการคือการใช้มันโดยไม่รู้ตัว คำว่า ย้ายข้าง ที่ใช้กันจริงๆ คือการบวกตัวผกผันการบวกเข้าทั้งสองข้าง ส่วน ย้ายไปหาร คือการคูณด้วยตัวผกผันการคูณทั้งสองข้าง

ข้อที่ต้องจับตาคือตัวผกผันการคูณ ทุกจำนวนมีตัวตรงข้าม แต่ 00 ไม่มีตัวผกผันการคูณ เพราะไม่มีจำนวนไหนคูณ 00 แล้วได้ 11 การ ย้ายไปหาร จึงทำได้เฉพาะเมื่อแน่ใจว่าตัวที่ย้ายไม่เป็นศูนย์ ส่วนการลบและการหารไม่มีสมบัติสลับที่ 5−2≠2−55 - 2 \ne 2 - 5 จึงห้ามสลับลำดับเวลาเจอเครื่องหมายลบ

ตัวอย่าง 3

แก้สมการ 3x+5=203x + 5 = 20 แล้วบอกว่าแต่ละขั้นใช้สมบัติอะไร

  1. บวก −5-5 ซึ่งเป็นตัวผกผันการบวกของ 55 ทั้งสองข้าง ได้ 3x+5+(−5)=20+(−5)3x + 5 + (-5) = 20 + (-5) ฝั่งซ้ายเหลือ 3x+03x + 0
  2. ใช้สมบัติเอกลักษณ์การบวก 3x+0=3x3x + 0 = 3x จึงได้ 3x=153x = 15
  3. คูณ 13\frac13 ทั้งสองข้าง ทำได้เพราะ 3≠03 \ne 0 จึงมีตัวผกผัน ได้ 13⋅3x=1⋅x=x\frac13 \cdot 3x = 1 \cdot x = x และ 13⋅15=5\frac13 \cdot 15 = 5
  4. ได้ x=5x = 5 ตรวจ 3(5)+5=203(5) + 5 = 20 จริง

การหารทำให้คำตอบหายอย่างไร

การตัดตัวประกอบจากสองข้างของสมการคือการคูณด้วยตัวผกผันของตัวนั้น จึงทำได้เมื่อตัวนั้นไม่เป็นศูนย์ ถ้าตัวประกอบมีตัวแปร เราไม่รู้ล่วงหน้าว่ามันเป็นศูนย์หรือไม่ ต้องแยกกรณีศูนย์ก่อน ไม่เช่นนั้นอาจทำคำตอบหาย เครื่องมือที่ปลอดภัยกว่าคือสมบัติผลคูณเป็นศูนย์ ถ้า ab=0ab = 0 แล้ว a=0a = 0 หรือ b=0b = 0

ตัวอย่าง 4

แก้ x2=3xx^2=3x โดยไม่สูญเสียคำตอบ

  1. ย้าย 3x3x มาฝั่งซ้ายให้อีกข้างเป็นศูนย์ ได้ x2−3x=0x^2-3x=0 ทำไมต้องให้ข้างหนึ่งเป็นศูนย์ เพราะสมบัติผลคูณเป็นศูนย์ใช้ได้กับศูนย์เท่านั้น
  2. ดึงตัวร่วม xx ได้ x(x−3)=0x(x-3)=0 ผลคูณเป็นศูนย์จึงได้ x=0x=0 หรือ x−3=0x-3=0
  3. ได้ x=0x=0 หรือ x=3x=3 ตรวจ 02=3(0)0^2 = 3(0) และ 32=3(3)3^2 = 3(3) จริงทั้งคู่
  4. ถ้าหารด้วย xx ตั้งแต่แรกจะเหลือเพียง x=3x=3 เพราะการหารแอบตั้งเงื่อนไข x≠0x \ne 0 ไว้ คำตอบ x=0x = 0 จึงถูกตัดทิ้งโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่าง 5

แก้ (x−2)(x+1)=4(x−2)(x - 2)(x + 1) = 4(x - 2)

  1. ทั้งสองข้างมี x−2x - 2 น่าตัดทิ้ง แต่ x−2x - 2 เป็นศูนย์ได้เมื่อ x=2x = 2 จึงยังไม่ตัด
  2. ย้ายทุกอย่างมาฝั่งซ้าย (x−2)(x+1)−4(x−2)=0(x - 2)(x + 1) - 4(x - 2) = 0 แล้วดึง x−2x - 2 เป็นตัวร่วมด้วยสมบัติการแจกแจง ได้ (x−2)[(x+1)−4]=0(x - 2)\big[(x + 1) - 4\big] = 0
  3. จัดในวงเล็บใหญ่ได้ (x−2)(x−3)=0(x - 2)(x - 3) = 0 จึงได้ x=2x = 2 หรือ x=3x = 3
  4. ตรวจ x=2x = 2 ข้างซ้าย 0×3=00 \times 3 = 0 ข้างขวา 4×0=04 \times 0 = 0 จริง ถ้าตัด x−2x - 2 ตั้งแต่ขั้นแรกจะได้ x+1=4x + 1 = 4 เหลือแค่ x=3x = 3

การหารด้วยตัวแปรทำได้ถ้าตั้งกรณี x≠0x\ne0 ก่อน แล้วกลับไปตรวจกรณี x=0x=0 แยกต่างหาก วิธีแยกตัวประกอบมักทำให้เงื่อนไขอยู่ในคำตอบโดยไม่ต้องแยกหลายย่อหน้า

ลองคิดก่อน

ให้ a=ba = b แล้วทำต่อแบบนี้ a2=aba^2 = ab จึงได้ a2−b2=ab−b2a^2 - b^2 = ab - b^2 แยกตัวประกอบได้ (a+b)(a−b)=b(a−b)(a + b)(a - b) = b(a - b) ตัด a−ba - b ได้ a+b=ba + b = b แทน a=ba = b ได้ 2b=b2b = b สรุปว่า 2=12 = 1 ผิดที่ขั้นไหน

ดูคำตอบ

ผิดตอนตัด a−ba - b เพราะ a=ba = b ทำให้ a−b=0a - b = 0 การตัดคือการคูณด้วยตัวผกผันของศูนย์ ซึ่งไม่มีอยู่จริง ทุกขั้นก่อนหน้านั้นถูกหมด ข้อผิดพลาดนี้เป็นตัวเดียวกับที่ทำให้คำตอบ x=0x = 0 หายในตัวอย่าง 4

สมบัติในหน้านี้ใช้กับสมการ หน้าถัดไปจะใช้แนวคิดเดียวกันกับอสมการ ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มอีกชั้น คือคูณด้วยจำนวนลบแล้วทิศของอสมการกลับ

สรุป

  • ตรรกยะเขียนเป็นเศษส่วนจำนวนเต็มที่ตัวส่วนไม่เป็นศูนย์ได้ ทศนิยมสิ้นสุดและทศนิยมซ้ำเป็นตรรกยะ
  • รากบางค่าเป็นจำนวนเต็ม ต้องหาค่าก่อนจัดประเภท
  • ย้ายข้างคือการบวกตัวผกผัน ย้ายไปหารคือการคูณตัวผกผัน ซึ่งศูนย์ไม่มี
  • ห้ามหารด้วยตัวแปรโดยไม่ตรวจศูนย์ ใช้สมบัติผลคูณเป็นศูนย์แทน