41.2 เวกเตอร์ในระบบพิกัด ถ้าแผนที่ระบุจุดเริ่มและจุดปลาย เราหาการกระจัดได้โดยไม่ต้องวัดรูป ความต่างของพิกัดแต่ละแกนคือข้อมูลที่ลูกศรเก็บไว้
โดรนถ่ายภาพงานกีฬาสีขึ้นจากกลางสนามแล้วบินไปลอยนิ่งเหนืออัฒจันทร์ ตำแหน่งของมันต้องบอกด้วยสามค่า คือไปทางไหนบนพื้นสองค่ากับสูงจากพื้นอีกหนึ่งค่า ลูกศรบนกระดาษแสดงการเคลื่อนที่แบบนี้ได้ไม่ดี แต่พิกัดทำได้ทันที หน้านี้เริ่มจากเวกเตอร์ในระนาบ แล้วขยายไปสามมิติด้วยหลักเดียวกัน
เวกเตอร์ในระนาบ xy
วางหางของเวกเตอร์ที่จุดกำเนิด O O O แล้วหัวจะตกที่จุด P ( a , b ) P(a,b) P ( a , b ) พอดี เวกเตอร์นั้นจึงบอกได้ด้วยตัวเลขสองตัว เรียกว่าองค์ประกอบ หน้านี้เขียนว่า ⟨ a , b ⟩ \langle a,b\rangle ⟨ a , b ⟩ ใช้วงเล็บมุมเพื่อแยกจากพิกัดของจุด หนังสือเรียนเขียนเป็นหลักแนวตั้ง [ a b ] \begin{bmatrix}a\\b\end{bmatrix} [ a b ] หมายถึงสิ่งเดียวกัน เวกเตอร์ O P → \overrightarrow{OP} O P เรียกว่าเวกเตอร์บอกตำแหน่ง ของจุด P P P
จากหน้า 41.1 A B → = O B → − O A → \overrightarrow{AB}=\overrightarrow{OB}-\overrightarrow{OA} A B = O B − O A ถ้า A = ( x 1 , y 1 ) A=(x_1,y_1) A = ( x 1 , y 1 ) และ B = ( x 2 , y 2 ) B=(x_2,y_2) B = ( x 2 , y 2 ) จึงได้ A B → = ⟨ x 2 − x 1 , y 2 − y 1 ⟩ \overrightarrow{AB}=\langle x_2-x_1,\ y_2-y_1\rangle A B = ⟨ x 2 − x 1 , y 2 − y 1 ⟩ คือพิกัดปลายลบพิกัดต้นทีละแกน ขนาดหาด้วยทฤษฎีบทพีทาโกรัส เพราะองค์ประกอบทั้งสองเป็นด้านประกอบมุมฉาก ∥ ⟨ a , b ⟩ ∥ = a 2 + b 2 \|\langle a,b\rangle\|=\sqrt{a^2+b^2} ∥ ⟨ a , b ⟩ ∥ = a 2 + b 2
ให้ i = ⟨ 1 , 0 ⟩ \mathbf i=\langle1,0\rangle i = ⟨ 1 , 0 ⟩ และ j = ⟨ 0 , 1 ⟩ \mathbf j=\langle0,1\rangle j = ⟨ 0 , 1 ⟩ เป็นเวกเตอร์ยาวหนึ่งหน่วยตามแกน x x x และแกน y y y ทุกเวกเตอร์เขียนได้เป็น ⟨ a , b ⟩ = a i + b j \langle a,b\rangle=a\mathbf i+b\mathbf j ⟨ a , b ⟩ = a i + b j คือเดินตามแกน x x x เป็นระยะ a a a แล้วเดินตามแกน y y y เป็นระยะ b b b
ตัวอย่าง 1
ให้ A = ( − 1 , 3 ) A=(-1,3) A = ( − 1 , 3 ) และ B = ( 5 , − 5 ) B=(5,-5) B = ( 5 , − 5 ) เขียน A B → \overrightarrow{AB} A B ในรูปองค์ประกอบและในรูป a i + b j a\mathbf i+b\mathbf j a i + b j แล้วหาขนาด
ปลายลบต้น ได้ ⟨ 5 − ( − 1 ) , − 5 − 3 ⟩ = ⟨ 6 , − 8 ⟩ \langle5-(-1),\ -5-3\rangle=\langle6,-8\rangle ⟨ 5 − ( − 1 ) , − 5 − 3 ⟩ = ⟨ 6 , − 8 ⟩ ระวังลบจำนวนลบ 5 − ( − 1 ) = 6 5-(-1)=6 5 − ( − 1 ) = 6 ไม่ใช่ 4 4 4
ในรูปเวกเตอร์หนึ่งหน่วยคือ 6 i − 8 j 6\mathbf i-8\mathbf j 6 i − 8 j องค์ประกอบติดลบแปลว่าไปทิศตรงข้ามแกน y y y บวก ไม่ใช่ความยาวติดลบ
ขนาดคือ 6 2 + ( − 8 ) 2 = 100 = 10 \sqrt{6^2+(-8)^2}=\sqrt{100}=10 6 2 + ( − 8 ) 2 = 100 = 10 หน่วย ยกกำลังสองแล้วเครื่องหมายลบหายไป
ระบบพิกัดฉากสามมิติ
เพิ่มแกน z z z ที่ตั้งฉากกับทั้งแกน x x x และแกน y y y ณ จุดกำเนิด แกนทั้งสามจัดตามระบบมือขวา คือกำมือขวาให้นิ้วทั้งสี่วนจากแกน x x x บวกไปหาแกน y y y บวก นิ้วโป้งจะชี้ไปแกน z z z บวก จุดในปริภูมิสามมิติเขียนเป็น P ( x , y , z ) P(x,y,z) P ( x , y , z )
การหาตำแหน่งของ P ( 2 , 3 , 4 ) P(2,3,4) P ( 2 , 3 , 4 ) ทำเหมือนเดินในห้อง เดินตามแกน x x x ไป 2 2 2 หน่วย เลี้ยวตามแกน y y y อีก 3 3 3 หน่วย แล้วขึ้นตามแกน z z z อีก 4 4 4 หน่วย จุดนี้จึงเป็นมุมของกล่องที่มีด้านยาว 2 2 2 3 3 3 และ 4 4 4 ระนาบ x y xy x y คือพื้นที่ z = 0 z=0 z = 0 ระนาบทั้งสามแบ่งปริภูมิเป็นแปดส่วน เรียกว่าอัฐภาค
x y z P(2, 3, 4) O 2 3 4 จุด P(2, 3, 4) เป็นมุมของกล่องขนาด 2 × 3 × 4 ลูกศรสีส้มคือเวกเตอร์บอกตำแหน่งของ P
ระยะระหว่างจุดในสามมิติ
หาระยะจาก A ( x 1 , y 1 , z 1 ) A(x_1,y_1,z_1) A ( x 1 , y 1 , z 1 ) ถึง B ( x 2 , y 2 , z 2 ) B(x_2,y_2,z_2) B ( x 2 , y 2 , z 2 ) ทีละขั้น ขั้นแรกเดินบนพื้นระดับเดียวกับ A A A ไปอยู่ใต้หรือเหนือ B B B ระยะช่วงนี้คือ ( x 2 − x 1 ) 2 + ( y 2 − y 1 ) 2 \sqrt{(x_2-x_1)^2+(y_2-y_1)^2} ( x 2 − x 1 ) 2 + ( y 2 − y 1 ) 2 ตามสูตรระยะทางในบทที่ 38 ขั้นที่สองขึ้นหรือลงตรงๆ เป็นระยะ ∣ z 2 − z 1 ∣ |z_2-z_1| ∣ z 2 − z 1 ∣ สองช่วงนี้ตั้งฉากกัน ใช้พีทาโกรัสอีกครั้งได้
A B = ( x 2 − x 1 ) 2 + ( y 2 − y 1 ) 2 + ( z 2 − z 1 ) 2 AB=\sqrt{(x_2-x_1)^2+(y_2-y_1)^2+(z_2-z_1)^2} A B = ( x 2 − x 1 ) 2 + ( y 2 − y 1 ) 2 + ( z 2 − z 1 ) 2
เวกเตอร์ในสามมิติก็ทำแบบเดียวกัน A B → = ⟨ x 2 − x 1 , y 2 − y 1 , z 2 − z 1 ⟩ \overrightarrow{AB}=\langle x_2-x_1,\ y_2-y_1,\ z_2-z_1\rangle A B = ⟨ x 2 − x 1 , y 2 − y 1 , z 2 − z 1 ⟩ และระยะ A B AB A B ก็คือขนาดของเวกเตอร์นี้
ตัวอย่าง 2
ให้ A = ( 1 , − 2 , 3 ) A=(1,-2,3) A = ( 1 , − 2 , 3 ) และ B = ( 4 , 2 , 3 ) B=(4,2,3) B = ( 4 , 2 , 3 ) หา A B → \overrightarrow{AB} A B และขนาด
ปลายลบต้นทีละแกน ได้ ⟨ 4 − 1 , 2 − ( − 2 ) , 3 − 3 ⟩ = ⟨ 3 , 4 , 0 ⟩ \langle4-1,\ 2-(-2),\ 3-3\rangle=\langle3,4,0\rangle ⟨ 4 − 1 , 2 − ( − 2 ) , 3 − 3 ⟩ = ⟨ 3 , 4 , 0 ⟩
ขนาดคือ 9 + 16 + 0 = 5 \sqrt{9+16+0}=5 9 + 16 + 0 = 5 องค์ประกอบที่สามเป็นศูนย์แปลว่า A A A กับ B B B สูงเท่ากัน ปัญหาจึงลดเป็นสองมิติ
ตัวอย่าง 3
ตั้งจุดขึ้นบินของโดรนเป็นจุดกำเนิด แกน x x x ชี้ไปทางตะวันออก แกน y y y ชี้ไปทางเหนือ แกน z z z ชี้ขึ้น หน่วยเป็นเมตร โดรนบินไปลอยนิ่งที่ ( 12 , 9 , 20 ) (12,9,20) ( 12 , 9 , 20 ) แล้วบินต่อไปที่ ( 4 , − 6 , 20 ) (4,-6,20) ( 4 , − 6 , 20 ) หาระยะตรงจากจุดขึ้นบินถึงจุดแรก และระยะที่บินในช่วงที่สอง
ระยะจากจุดกำเนิดถึง ( 12 , 9 , 20 ) (12,9,20) ( 12 , 9 , 20 ) คือ 12 2 + 9 2 + 20 2 = 144 + 81 + 400 = 625 = 25 \sqrt{12^2+9^2+20^2}=\sqrt{144+81+400}=\sqrt{625}=25 1 2 2 + 9 2 + 2 0 2 = 144 + 81 + 400 = 625 = 25 เมตร
ช่วงที่สองหาเวกเตอร์ก่อน ปลายลบต้นได้ ⟨ 4 − 12 , − 6 − 9 , 20 − 20 ⟩ = ⟨ − 8 , − 15 , 0 ⟩ \langle4-12,\ -6-9,\ 20-20\rangle=\langle-8,-15,0\rangle ⟨ 4 − 12 , − 6 − 9 , 20 − 20 ⟩ = ⟨ − 8 , − 15 , 0 ⟩ ความสูงไม่เปลี่ยนจึงได้องค์ประกอบ z z z เป็นศูนย์
ระยะช่วงที่สองคือ 64 + 225 + 0 = 289 = 17 \sqrt{64+225+0}=\sqrt{289}=17 64 + 225 + 0 = 289 = 17 เมตร
ลองคิดก่อน
ระยะจาก A A A ถึง B B B กับระยะจาก B B B ถึง A A A ต่างกันไหม และ A B → \overrightarrow{AB} A B กับ B A → \overrightarrow{BA} B A ต่างกันไหม
ดูคำตอบ ระยะเท่ากัน เพราะสลับลำดับการลบแล้วทุกองค์ประกอบเปลี่ยนเครื่องหมาย พอยกกำลังสองก็ได้ค่าเดิม แต่เวกเตอร์ต่างกัน B A → = − A B → \overrightarrow{BA}=-\overrightarrow{AB} B A = − A B ชี้กลับทาง ถ้าโจทย์ถามเวกเตอร์ ลำดับการลบจึงสำคัญ ถ้าถามระยะ ลำดับไม่สำคัญ
เวกเตอร์หนึ่งหน่วย i j k
ในสามมิติ ให้ i = ⟨ 1 , 0 , 0 ⟩ \mathbf i=\langle1,0,0\rangle i = ⟨ 1 , 0 , 0 ⟩ j = ⟨ 0 , 1 , 0 ⟩ \mathbf j=\langle0,1,0\rangle j = ⟨ 0 , 1 , 0 ⟩ และ k = ⟨ 0 , 0 , 1 ⟩ \mathbf k=\langle0,0,1\rangle k = ⟨ 0 , 0 , 1 ⟩ ทุกเวกเตอร์เขียนได้เป็น ⟨ a , b , c ⟩ = a i + b j + c k \langle a,b,c\rangle=a\mathbf i+b\mathbf j+c\mathbf k ⟨ a , b , c ⟩ = a i + b j + c k เช่น ⟨ 3 , 4 , 0 ⟩ = 3 i + 4 j \langle3,4,0\rangle=3\mathbf i+4\mathbf j ⟨ 3 , 4 , 0 ⟩ = 3 i + 4 j
สมบัติ
u + v \mathbf u+\mathbf v u + v บวกทีละองค์ประกอบ k u k\mathbf u k u คูณทุกองค์ประกอบด้วย k k k และ ∥ u ∥ = u 1 2 + u 2 2 + u 3 2 \|\mathbf u\|=\sqrt{u_1^2+u_2^2+u_3^2} ∥ u ∥ = u 1 2 + u 2 2 + u 3 2 เวกเตอร์หนึ่งหน่วยในทิศ u \mathbf u u คือ u ∥ u ∥ \dfrac{\mathbf u}{\|\mathbf u\|} ∥ u ∥ u เมื่อ u ≠ 0 \mathbf u\ne\mathbf0 u = 0
เวกเตอร์หนึ่งหน่วยคือเวกเตอร์ที่ยาว 1 1 1 การหารด้วยขนาดคือการคูณด้วยสเกลาร์บวก 1 ∥ u ∥ \tfrac{1}{\|\mathbf u\|} ∥ u ∥ 1 ทิศจึงไม่เปลี่ยน แต่ความยาวถูกย่อหรือขยายให้เหลือ 1 1 1 พอดี
ตัวอย่าง 4
หาเวกเตอร์หนึ่งหน่วยทิศเดียวกับ (1) ⟨ 0 , 3 , 4 ⟩ \langle0,3,4\rangle ⟨ 0 , 3 , 4 ⟩ และ (2) ⟨ 2 , − 1 , 2 ⟩ \langle2,-1,2\rangle ⟨ 2 , − 1 , 2 ⟩
ข้อ (1) ขนาดคือ 0 + 9 + 16 = 5 \sqrt{0+9+16}=5 0 + 9 + 16 = 5 หารทุกองค์ประกอบด้วย 5 5 5 ได้ ⟨ 0 , 3 5 , 4 5 ⟩ \langle0,\tfrac35,\tfrac45\rangle ⟨ 0 , 5 3 , 5 4 ⟩ ตรวจขนาดใหม่ 9 25 + 16 25 = 1 \sqrt{\tfrac{9}{25}+\tfrac{16}{25}}=1 25 9 + 25 16 = 1
ข้อ (2) ขนาดคือ 4 + 1 + 4 = 3 \sqrt{4+1+4}=3 4 + 1 + 4 = 3 หารทุกองค์ประกอบด้วย 3 3 3 ได้ ⟨ 2 3 , − 1 3 , 2 3 ⟩ = 2 3 i − 1 3 j + 2 3 k \langle\tfrac23,-\tfrac13,\tfrac23\rangle=\tfrac23\mathbf i-\tfrac13\mathbf j+\tfrac23\mathbf k ⟨ 3 2 , − 3 1 , 3 2 ⟩ = 3 2 i − 3 1 j + 3 2 k
ตรวจข้อ (2) 4 9 + 1 9 + 4 9 = 1 \tfrac49+\tfrac19+\tfrac49=1 9 4 + 9 1 + 9 4 = 1 ขนาดจึงเป็น 1 1 1 และองค์ประกอบยังมีอัตราส่วน 2 : − 1 : 2 2:-1:2 2 : − 1 : 2 เหมือนเดิม ทิศจึงไม่เปลี่ยน
ลองคิดก่อน
เปลี่ยน ⟨ 3 , 4 ⟩ \langle3,4\rangle ⟨ 3 , 4 ⟩ เป็นเวกเตอร์หนึ่งหน่วยด้วยการหารแต่ละพิกัดด้วยตัวเอง ได้ ⟨ 1 , 1 ⟩ \langle1,1\rangle ⟨ 1 , 1 ⟩ ถูกไหม
ดูคำตอบ ไม่ถูก ต้องหารด้วยขนาดเดียวกันทั้งสองแกน จึงรักษาทิศเดิมได้ ⟨ 1 , 1 ⟩ \langle1,1\rangle ⟨ 1 , 1 ⟩ มีขนาดรากที่สองของสองและทิศเปลี่ยนไป
ใช้ขนาดเพื่อกำหนดเวกเตอร์ใหม่
เวกเตอร์หนึ่งหน่วยมีหน้าที่เก็บทิศโดยตัดขนาดออก จากนั้นคูณความยาวที่ต้องการกลับเข้าไปได้ วิธีนี้ใช้สร้างความเร็วตามทิศที่กำหนดหรือแบ่งเส้นทางตามระยะ การหารด้วยขนาดต้องหารทุกองค์ประกอบด้วยค่าเดียวกัน มิฉะนั้นอัตราส่วนระหว่างองค์ประกอบเปลี่ยนและทิศเปลี่ยน
ตัวอย่าง 5
ให้ u = ⟨ 3 , 4 ⟩ \mathbf u=\langle3,4\rangle u = ⟨ 3 , 4 ⟩ จงหาเวกเตอร์ยาว 10 10 10 หน่วยในทิศตรงข้ามกับ u \mathbf u u
∥ u ∥ = 5 \|\mathbf u\|=5 ∥ u ∥ = 5 จึงได้เวกเตอร์หนึ่งหน่วย ⟨ 3 5 , 4 5 ⟩ \langle\tfrac35,\tfrac45\rangle ⟨ 5 3 , 5 4 ⟩
กลับทิศแล้วคูณความยาว 10 10 10 ได้ − 10 ⟨ 3 5 , 4 5 ⟩ = ⟨ − 6 , − 8 ⟩ -10\langle\tfrac35,\tfrac45\rangle=\langle-6,-8\rangle − 10 ⟨ 5 3 , 5 4 ⟩ = ⟨ − 6 , − 8 ⟩
ตรวจขนาด 36 + 64 = 10 \sqrt{36+64}=10 36 + 64 = 10 และเป็นตัวคูณลบของเวกเตอร์เดิม
ตรวจวิธีคิด
เวลาตรวจคำตอบต้องผ่านสองเงื่อนไขคือขนาดตามโจทย์และทิศตามโจทย์ เวกเตอร์ ⟨ 6 , 8 ⟩ \langle6,8\rangle ⟨ 6 , 8 ⟩ ผ่านเงื่อนไขขนาดแต่ไม่ผ่านเงื่อนไขทิศ และเวกเตอร์ศูนย์ใช้เป็นจุดตั้งต้นของวิธีนี้ไม่ได้
โคไซน์แสดงทิศทาง
ทิศของเวกเตอร์ในสามมิติบอกได้ด้วยมุมที่ทำกับแกนบวกทั้งสาม ให้ α \alpha α β \beta β γ \gamma γ เป็นมุมที่ u = ⟨ a , b , c ⟩ \mathbf u=\langle a,b,c\rangle u = ⟨ a , b , c ⟩ ทำกับแกน x x x แกน y y y และแกน z z z ตามลำดับ แต่ละมุมอยู่ระหว่าง 0 0 0 ถึง 180 180 180 องศา จะได้
cos α = a ∥ u ∥ , cos β = b ∥ u ∥ , cos γ = c ∥ u ∥ \cos\alpha=\frac{a}{\|\mathbf u\|},\quad \cos\beta=\frac{b}{\|\mathbf u\|},\quad \cos\gamma=\frac{c}{\|\mathbf u\|} cos α = ∥ u ∥ a , cos β = ∥ u ∥ b , cos γ = ∥ u ∥ c
เรียกสามค่านี้ว่าโคไซน์แสดงทิศทาง ที่มาคือสามเหลี่ยมมุมฉากที่มี u \mathbf u u เป็นด้านตรงข้ามมุมฉากและองค์ประกอบ a a a เป็นด้านประชิดมุม α \alpha α สังเกตว่าสามค่านี้ก็คือองค์ประกอบของเวกเตอร์หนึ่งหน่วยในทิศ u \mathbf u u นั่นเอง จึงได้ cos 2 α + cos 2 β + cos 2 γ = 1 \cos^2\alpha+\cos^2\beta+\cos^2\gamma=1 cos 2 α + cos 2 β + cos 2 γ = 1 เสมอ
ตัวอย่าง 6
หาโคไซน์แสดงทิศทางและมุมที่ u = ⟨ 2 , − 1 , 2 ⟩ \mathbf u=\langle2,-1,2\rangle u = ⟨ 2 , − 1 , 2 ⟩ ทำกับแกนทั้งสาม
จากตัวอย่างที่ 4 ขนาดคือ 3 3 3 จึงได้ cos α = 2 3 \cos\alpha=\tfrac23 cos α = 3 2 cos β = − 1 3 \cos\beta=-\tfrac13 cos β = − 3 1 cos γ = 2 3 \cos\gamma=\tfrac23 cos γ = 3 2
ตรวจ 4 9 + 1 9 + 4 9 = 1 \tfrac49+\tfrac19+\tfrac49=1 9 4 + 9 1 + 9 4 = 1 ผ่าน
ใช้ฟังก์ชันผกผันจากบทที่ 39 ได้ α = γ \alpha=\gamma α = γ ประมาณ 48.2 48.2 48.2 องศา และ β \beta β ประมาณ 109.5 109.5 109.5 องศา โคไซน์ติดลบทำให้ β \beta β เป็นมุมป้าน แปลว่าเวกเตอร์เอียงไปทางแกน y y y ลบ
จุดแบ่งส่วนของเส้นตรง
ถ้าจุด P P P อยู่บนส่วนของเส้นตรง A B AB A B และ A P : P B = m : n AP:PB=m:n A P : P B = m : n จุด P P P อยู่ห่างจาก A A A เป็น m m + n \tfrac{m}{m+n} m + n m ของทางทั้งหมด จึงได้ O P → = O A → + m m + n A B → \overrightarrow{OP}=\overrightarrow{OA}+\tfrac{m}{m+n}\overrightarrow{AB} O P = O A + m + n m A B จัดรูปแล้วได้สูตร
O P → = n O A → + m O B → m + n \overrightarrow{OP}=\frac{n\,\overrightarrow{OA}+m\,\overrightarrow{OB}}{m+n} O P = m + n n O A + m O B
สังเกตว่า m m m ซึ่งอยู่ติด A A A ในอัตราส่วนไปคูณ B B B เพราะยิ่ง A P AP A P ยาว จุด P P P ยิ่งเข้าใกล้ B B B กรณี m = n m=n m = n คือจุดกึ่งกลาง ได้ค่าเฉลี่ยของพิกัดเหมือนบทที่ 38
ตัวอย่าง 7
ให้ A = ( 1 , − 2 , 4 ) A=(1,-2,4) A = ( 1 , − 2 , 4 ) และ B = ( 7 , 4 , − 2 ) B=(7,4,-2) B = ( 7 , 4 , − 2 ) หาจุด P P P บน A B AB A B ที่ A P : P B = 2 : 1 AP:PB=2:1 A P : P B = 2 : 1
หาเวกเตอร์ทั้งเส้นก่อน A B → = ⟨ 6 , 6 , − 6 ⟩ \overrightarrow{AB}=\langle6,6,-6\rangle A B = ⟨ 6 , 6 , − 6 ⟩
P P P อยู่ที่ 2 2 + 1 = 2 3 \tfrac{2}{2+1}=\tfrac23 2 + 1 2 = 3 2 ของทางจาก A A A จึงเดินจาก A A A ไป 2 3 ⟨ 6 , 6 , − 6 ⟩ = ⟨ 4 , 4 , − 4 ⟩ \tfrac23\langle6,6,-6\rangle=\langle4,4,-4\rangle 3 2 ⟨ 6 , 6 , − 6 ⟩ = ⟨ 4 , 4 , − 4 ⟩
ได้ P = ( 1 + 4 , − 2 + 4 , 4 − 4 ) = ( 5 , 2 , 0 ) P=(1+4,\ -2+4,\ 4-4)=(5,2,0) P = ( 1 + 4 , − 2 + 4 , 4 − 4 ) = ( 5 , 2 , 0 ) ตรวจด้วยสูตร 1 ⋅ ( 1 , − 2 , 4 ) + 2 ⋅ ( 7 , 4 , − 2 ) 3 = ( 15 , 6 , 0 ) 3 = ( 5 , 2 , 0 ) \tfrac{1\cdot(1,-2,4)+2\cdot(7,4,-2)}{3}=\tfrac{(15,6,0)}{3}=(5,2,0) 3 1 ⋅ ( 1 , − 2 , 4 ) + 2 ⋅ ( 7 , 4 , − 2 ) = 3 ( 15 , 6 , 0 ) = ( 5 , 2 , 0 ) ตรงกัน
ลองบวกเวกเตอร์ด้วยองค์ประกอบ
เวกเตอร์แรกคงที่ ปรับเวกเตอร์ที่สองแล้วดูหัวลูกศรผลรวม
ลองตั้งเวกเตอร์ที่สองเป็น ⟨ − 2 , − 1 ⟩ \langle-2,-1\rangle ⟨ − 2 , − 1 ⟩ ผลบวกจะเป็นศูนย์ เพราะปลายลูกศรกลับสู่จุดเริ่ม แล้วเปลี่ยนเป็น ⟨ 0 , 0 ⟩ \langle0,0\rangle ⟨ 0 , 0 ⟩ เพื่อดูว่าเวกเตอร์ศูนย์ไม่เปลี่ยนผลบวก สังเกตว่าองค์ประกอบของผลบวกคือผลบวกขององค์ประกอบทีละแกนเสมอ
สรุป
เวกเตอร์ระหว่างจุดใช้ปลายลบต้นทีละแกน ทั้งในสองมิติและสามมิติ
ระยะระหว่างจุดในสามมิติคือ ( Δ x ) 2 + ( Δ y ) 2 + ( Δ z ) 2 \sqrt{(\Delta x)^2+(\Delta y)^2+(\Delta z)^2} ( Δ x ) 2 + ( Δ y ) 2 + ( Δ z ) 2
⟨ a , b , c ⟩ = a i + b j + c k \langle a,b,c\rangle=a\mathbf i+b\mathbf j+c\mathbf k ⟨ a , b , c ⟩ = a i + b j + c k
เวกเตอร์หนึ่งหน่วยต้องมีขนาดหนึ่งและคงทิศเดิม เวกเตอร์ศูนย์ทำให้เป็นเวกเตอร์หนึ่งหน่วยไม่ได้
โคไซน์แสดงทิศทางคือองค์ประกอบของเวกเตอร์หนึ่งหน่วย กำลังสองรวมกันได้ 1 1 1
จุดที่แบ่ง A B AB A B ในอัตราส่วน m : n m:n m : n คือ n A + m B m + n \dfrac{nA+mB}{m+n} m + n n A + m B
ตอนนี้เราบอกทิศของเวกเตอร์เทียบกับแกนได้แล้ว คำถามต่อไปคือเวกเตอร์สองตัวทำมุมกันเท่าไร และตั้งฉากกันหรือไม่ หน้า 41.3 ตอบด้วยการคูณแบบใหม่ที่ได้ผลเป็นจำนวน