40.2 การคูณเมทริกซ์ ร้านชานมจากหน้า 40.1 ขายชานมแก้วละ 35 35 35 บาท ชาเขียวแก้วละ 40 40 40 บาท โกโก้แก้วละ 30 30 30 บาท สัปดาห์แรกสาขาหน้าโรงเรียนได้เงินเท่าไร คำตอบคือเอาจำนวนแก้วของแต่ละอย่างคูณราคาของอย่างนั้น แล้วบวกกันทั้งหมด
45 ( 35 ) + 30 ( 40 ) + 25 ( 30 ) = 1575 + 1200 + 750 = 3525 45(35) + 30(40) + 25(30) = 1575 + 1200 + 750 = 3525 45 ( 35 ) + 30 ( 40 ) + 25 ( 30 ) = 1575 + 1200 + 750 = 3525
ได้ 3525 3525 3525 บาท
การคำนวณแบบ จำนวนชิ้นคูณราคาแล้วรวม นี้คือหัวใจของการคูณเมทริกซ์ทั้งหมด ไม่ใช่การคูณช่องต่อช่องแบบการบวก หน้านี้จะเปลี่ยนวิธีคิดนี้ให้เป็นสูตร แล้วดูว่าทำไมสลับลำดับการคูณแล้วผลเปลี่ยน
จากจำนวนชิ้นคูณราคาสู่แถวคูณคอลัมน์
ให้ยอดขายเป็นเมทริกซ์ A A A ที่แต่ละแถวเป็นสาขา และให้ราคาเป็นเมทริกซ์คอลัมน์ P P P ที่เรียงเครื่องดื่มลำดับเดียวกับคอลัมน์ของ A A A
A = [ 45 30 25 38 22 40 ] P = [ 35 40 30 ] A = \begin{bmatrix} 45 & 30 & 25 \\ 38 & 22 & 40 \end{bmatrix} \qquad P = \begin{bmatrix} 35 \\ 40 \\ 30 \end{bmatrix} A = [ 45 38 30 22 25 40 ] P = 35 40 30
รายรับของสาขาหน้าโรงเรียนคือแถวแรกของ A A A จับคู่กับคอลัมน์ P P P ตัวต่อตัว คูณคู่แล้วรวม ได้ 3525 3525 3525 รายรับของสาขาตลาดคือแถวที่สองทำแบบเดียวกัน 38 ( 35 ) + 22 ( 40 ) + 40 ( 30 ) = 3410 38(35) + 22(40) + 40(30) = 3410 38 ( 35 ) + 22 ( 40 ) + 40 ( 30 ) = 3410 เขียนผลรวมเป็นเมทริกซ์คอลัมน์ได้ว่า
A P = [ 3525 3410 ] AP = \begin{bmatrix} 3525 \\ 3410 \end{bmatrix} A P = [ 3525 3410 ]
สังเกตเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ แถวของ A A A มีสามตัว คอลัมน์ของ P P P ก็ต้องมีสามตัว จึงจับคู่กันได้ครบ ถ้าราคามีแค่สองอย่าง ก็จะมีเครื่องดื่มหนึ่งอย่างที่ไม่มีราคาให้คูณ
นิยาม
ให้ A A A มีมิติ m × n m \times n m × n และ B B B มีมิติ n × p n \times p n × p ผลคูณ A B AB A B คือเมทริกซ์มิติ m × p m \times p m × p ที่สมาชิกแถว i i i คอลัมน์ j j j ได้จากแถวที่ i i i ของ A A A คูณกับคอลัมน์ที่ j j j ของ B B B ตัวต่อตัวแล้วบวกกัน
c i j = a i 1 b 1 j + a i 2 b 2 j + ⋯ + a i n b n j c_{ij} = a_{i1}b_{1j} + a_{i2}b_{2j} + \cdots + a_{in}b_{nj} c ij = a i 1 b 1 j + a i 2 b 2 j + ⋯ + a in b nj
วิธีตรวจว่าคูณได้หรือไม่ ให้เขียนมิติเรียงกัน ( m × n ) ( n × p ) (m \times n)(n \times p) ( m × n ) ( n × p ) ตัวเลขสองตัวด้านในต้องเท่ากัน แล้วผลคูณใช้ตัวเลขด้านนอก m × p m \times p m × p เช่น ( 2 × 3 ) ( 3 × 1 ) (2 \times 3)(3 \times 1) ( 2 × 3 ) ( 3 × 1 ) ด้านในเป็น 3 3 3 กับ 3 3 3 คูณได้ และได้ 2 × 1 2 \times 1 2 × 1 ตรงกับ A P AP A P ข้างบน
ตัวอย่าง 1
ให้ C = [ 2 1 0 3 ] C = \begin{bmatrix} 2 & 1 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} C = [ 2 0 1 3 ] และ v = [ 4 5 ] v = \begin{bmatrix} 4 \\ 5 \end{bmatrix} v = [ 4 5 ] หา C v Cv C v
ตรวจมิติก่อน ( 2 × 2 ) ( 2 × 1 ) (2 \times 2)(2 \times 1) ( 2 × 2 ) ( 2 × 1 ) ด้านในเท่ากันคือ 2 2 2 จึงคูณได้ และผลมีมิติ 2 × 1 2 \times 1 2 × 1
สมาชิกแถวแรกใช้แถวแรกของ C C C คู่กับ v v v ได้ 2 ( 4 ) + 1 ( 5 ) = 13 2(4) + 1(5) = 13 2 ( 4 ) + 1 ( 5 ) = 13
สมาชิกแถวสองใช้แถวสองของ C C C ได้ 0 ( 4 ) + 3 ( 5 ) = 15 0(4) + 3(5) = 15 0 ( 4 ) + 3 ( 5 ) = 15
ดังนั้น C v = [ 13 15 ] Cv = \begin{bmatrix} 13 \\ 15 \end{bmatrix} C v = [ 13 15 ]
คูณเมทริกซ์ 2×3 กับ 3×2
ถ้าคอลัมน์ทางขวามีมากกว่าหนึ่งคอลัมน์ ก็ทำแบบเดิมซ้ำทีละคอลัมน์ ทุกคู่ของแถวกับคอลัมน์ให้สมาชิกหนึ่งตัว ผลคูณ 2 × 3 2 \times 3 2 × 3 กับ 3 × 2 3 \times 2 3 × 2 มี 2 × 2 = 4 2 \times 2 = 4 2 × 2 = 4 ช่อง จึงต้องคำนวณสี่ครั้ง
ตัวอย่าง 2
ร้านชานมมีต้นทุนต่อแก้ว ชานม 15 15 15 บาท ชาเขียว 18 18 18 บาท โกโก้ 12 12 12 บาท ให้ Q = [ 35 15 40 18 30 12 ] Q = \begin{bmatrix} 35 & 15 \\ 40 & 18 \\ 30 & 12 \end{bmatrix} Q = 35 40 30 15 18 12 ซึ่งคอลัมน์แรกเป็นราคาขาย คอลัมน์สองเป็นต้นทุน หา A Q AQ A Q แล้วหากำไรของแต่ละสาขา
มิติ ( 2 × 3 ) ( 3 × 2 ) (2 \times 3)(3 \times 2) ( 2 × 3 ) ( 3 × 2 ) ด้านในเท่ากันคือ 3 3 3 คูณได้ ผลมีมิติ 2 × 2 2 \times 2 2 × 2 แถวยังเป็นสาขา คอลัมน์กลายเป็น รายรับ กับ ต้นทุน
คอลัมน์แรกของผลคูณคือรายรับที่หาไว้แล้ว 3525 3525 3525 และ 3410 3410 3410
ช่อง ( 1 , 2 ) (1, 2) ( 1 , 2 ) ใช้แถวแรกของ A A A กับคอลัมน์ต้นทุน 45 ( 15 ) + 30 ( 18 ) + 25 ( 12 ) = 675 + 540 + 300 = 1515 45(15) + 30(18) + 25(12) = 675 + 540 + 300 = 1515 45 ( 15 ) + 30 ( 18 ) + 25 ( 12 ) = 675 + 540 + 300 = 1515 ช่อง ( 2 , 2 ) (2, 2) ( 2 , 2 ) ได้ 38 ( 15 ) + 22 ( 18 ) + 40 ( 12 ) = 570 + 396 + 480 = 1446 38(15) + 22(18) + 40(12) = 570 + 396 + 480 = 1446 38 ( 15 ) + 22 ( 18 ) + 40 ( 12 ) = 570 + 396 + 480 = 1446
ได้ A Q = [ 3525 1515 3410 1446 ] AQ = \begin{bmatrix} 3525 & 1515 \\ 3410 & 1446 \end{bmatrix} A Q = [ 3525 3410 1515 1446 ] กำไรคือคอลัมน์แรกลบคอลัมน์สอง สาขาหน้าโรงเรียน 3525 − 1515 = 2010 3525 - 1515 = 2010 3525 − 1515 = 2010 บาท สาขาตลาด 3410 − 1446 = 1964 3410 - 1446 = 1964 3410 − 1446 = 1964 บาท
ตัวอย่างนี้บอกวิธีอ่านมิติของผลคูณด้วย มิติด้านในคือเครื่องดื่มสามอย่าง ซึ่งถูกรวมหายไประหว่างการคูณ เหลือมิติด้านนอกคือสาขากับชนิดของเงิน เวลาตั้งโจทย์เองจึงต้องให้สิ่งที่จะถูกรวมอยู่ตรงกลาง
ตัวอย่าง 3
ให้ A = [ 1 2 0 3 − 1 2 ] A = \begin{bmatrix} 1 & 2 & 0 \\ 3 & -1 & 2 \end{bmatrix} A = [ 1 3 2 − 1 0 2 ] และ B = [ 2 1 0 3 1 − 2 ] B = \begin{bmatrix} 2 & 1 \\ 0 & 3 \\ 1 & -2 \end{bmatrix} B = 2 0 1 1 3 − 2 หา A B AB A B แล้วบอกมิติของ B A BA B A
( 2 × 3 ) ( 3 × 2 ) (2 \times 3)(3 \times 2) ( 2 × 3 ) ( 3 × 2 ) คูณได้ ผล A B AB A B มีมิติ 2 × 2 2 \times 2 2 × 2
แถวแรกของ A A A คือ 1 , 2 , 0 1, 2, 0 1 , 2 , 0 คู่กับคอลัมน์แรกของ B B B คือ 2 , 0 , 1 2, 0, 1 2 , 0 , 1 ได้ 2 + 0 + 0 = 2 2 + 0 + 0 = 2 2 + 0 + 0 = 2 คู่กับคอลัมน์สอง 1 , 3 , − 2 1, 3, -2 1 , 3 , − 2 ได้ 1 + 6 + 0 = 7 1 + 6 + 0 = 7 1 + 6 + 0 = 7
แถวสองของ A A A คือ 3 , − 1 , 2 3, -1, 2 3 , − 1 , 2 คู่กับคอลัมน์แรกได้ 6 + 0 + 2 = 8 6 + 0 + 2 = 8 6 + 0 + 2 = 8 คู่กับคอลัมน์สองได้ 3 − 3 − 4 = − 4 3 - 3 - 4 = -4 3 − 3 − 4 = − 4 ระวังเครื่องหมาย ( − 1 ) ( 3 ) = − 3 (-1)(3) = -3 ( − 1 ) ( 3 ) = − 3 และ 2 ( − 2 ) = − 4 2(-2) = -4 2 ( − 2 ) = − 4
A B = [ 2 7 8 − 4 ] AB = \begin{bmatrix} 2 & 7 \\ 8 & -4 \end{bmatrix} A B = [ 2 8 7 − 4 ] ส่วน B A BA B A มีมิติ ( 3 × 2 ) ( 2 × 3 ) (3 \times 2)(2 \times 3) ( 3 × 2 ) ( 2 × 3 ) ด้านในเท่ากันคือ 2 2 2 คูณได้เหมือนกัน แต่ได้มิติ 3 × 3 3 \times 3 3 × 3 คนละขนาดกับ A B AB A B เลย
ลองคิดก่อน
A A A มีมิติ 2 × 3 2 \times 3 2 × 3 และ B B B มีมิติ 2 × 3 2 \times 3 2 × 3 เท่ากัน เพื่อนบอกว่าในเมื่อมิติเท่ากันบวกได้ ก็ต้องคูณ A B AB A B ได้ด้วย ถูกไหม
ดูคำตอบ ไม่ถูก ( 2 × 3 ) ( 2 × 3 ) (2 \times 3)(2 \times 3) ( 2 × 3 ) ( 2 × 3 ) ด้านในเป็น 3 3 3 กับ 2 2 2 ไม่เท่ากัน แถวของ A A A มีสามตัว แต่คอลัมน์ของ B B B มีสองตัว จับคู่ไม่ครบ จึงคูณไม่ได้ เงื่อนไขของการบวกคือมิติเท่ากันทั้งหมด แต่เงื่อนไขของการคูณคือคอลัมน์ของตัวหน้าเท่ากับแถวของตัวหลัง เป็นคนละเงื่อนไขกัน ส่วนการคูณช่องต่อช่องที่เพื่อนอาจนึกถึงไม่ใช่การคูณเมทริกซ์
สลับลำดับแล้วผลเปลี่ยน
ตัวอย่าง 3 แสดงแล้วว่า A B AB A B กับ B A BA B A อาจมีมิติต่างกัน แต่แม้เมทริกซ์จัตุรัสขนาดเท่ากันซึ่งคูณได้ทั้งสองทิศ ผลก็มักไม่เท่ากัน เพราะ A B AB A B ใช้แถวของ A A A กับคอลัมน์ของ B B B ส่วน B A BA B A ใช้แถวของ B B B กับคอลัมน์ของ A A A เป็นการจับคู่คนละชุด
ตัวอย่าง 4
ให้ A = [ 1 1 0 1 ] A = \begin{bmatrix} 1 & 1 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} A = [ 1 0 1 1 ] และ B = [ 2 0 0 3 ] B = \begin{bmatrix} 2 & 0 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} B = [ 2 0 0 3 ] เปรียบเทียบ A B AB A B กับ B A BA B A
A B AB A B แถวแรกของ A A A คือ 1 , 1 1, 1 1 , 1 คู่กับคอลัมน์ของ B B B ได้ 2 2 2 และ 3 3 3 แถวสอง 0 , 1 0, 1 0 , 1 ได้ 0 0 0 และ 3 3 3 จึงได้ A B = [ 2 3 0 3 ] AB = \begin{bmatrix} 2 & 3 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} A B = [ 2 0 3 3 ]
B A BA B A แถวแรกของ B B B คือ 2 , 0 2, 0 2 , 0 คู่กับคอลัมน์ของ A A A ได้ 2 2 2 และ 2 2 2 แถวสอง 0 , 3 0, 3 0 , 3 ได้ 0 0 0 และ 3 3 3 จึงได้ B A = [ 2 2 0 3 ] BA = \begin{bmatrix} 2 & 2 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} B A = [ 2 0 2 3 ]
ช่อง ( 1 , 2 ) (1, 2) ( 1 , 2 ) ต่างกัน 3 ≠ 2 3 \ne 2 3 = 2 จึงสรุปว่า A B ≠ B A AB \ne BA A B = B A ความหมายคือ B B B คูณจากขวาจะคูณคอลัมน์ของ A A A ด้วย 2 2 2 และ 3 3 3 ส่วน B B B คูณจากซ้ายจะคูณแถวของ A A A ด้วย 2 2 2 และ 3 3 3 ผลจึงไม่เหมือนกัน
ผลที่ตามมาคือเวลาจัดรูปนิพจน์เมทริกซ์ต้องรักษาลำดับทุกพจน์ เช่น ( A + B ) 2 = A 2 + A B + B A + B 2 (A + B)^2 = A^2 + AB + BA + B^2 ( A + B ) 2 = A 2 + A B + B A + B 2 ซึ่งรวม A B + B A AB + BA A B + B A เป็น 2 A B 2AB 2 A B ไม่ได้ ถ้า A B ≠ B A AB \ne BA A B = B A สมบัติที่ยังใช้ได้คือ
สมบัติ
เมื่อมิติเหมาะสมให้คูณได้
เปลี่ยนกลุ่ม ( A B ) C = A ( B C ) (AB)C = A(BC) ( A B ) C = A ( B C )
แจกแจง A ( B + C ) = A B + A C A(B + C) = AB + AC A ( B + C ) = A B + A C และ ( B + C ) A = B A + C A (B + C)A = BA + CA ( B + C ) A = B A + C A ด้านที่คูณต้องอยู่ฝั่งเดิม
k ( A B ) = ( k A ) B = A ( k B ) k(AB) = (kA)B = A(kB) k ( A B ) = ( k A ) B = A ( k B ) เมื่อ k k k เป็นสเกลาร์
เมทริกซ์สลับเปลี่ยนของผลคูณ ( A B ) t = B t A t (AB)^t = B^tA^t ( A B ) t = B t A t
ข้อสุดท้ายดูได้จากมิติก่อน ถ้า A A A เป็น 2 × 3 2 \times 3 2 × 3 และ B B B เป็น 3 × 4 3 \times 4 3 × 4 แล้ว A B AB A B เป็น 2 × 4 2 \times 4 2 × 4 และ ( A B ) t (AB)^t ( A B ) t เป็น 4 × 2 4 \times 2 4 × 2 ส่วน B t B^t B t เป็น 4 × 3 4 \times 3 4 × 3 และ A t A^t A t เป็น 3 × 2 3 \times 2 3 × 2 เรียง B t A t B^tA^t B t A t ได้ ( 4 × 3 ) ( 3 × 2 ) (4 \times 3)(3 \times 2) ( 4 × 3 ) ( 3 × 2 ) คูณได้และได้ 4 × 2 4 \times 2 4 × 2 พอดี ถ้าเรียง A t B t A^tB^t A t B t จะได้ ( 3 × 2 ) ( 4 × 3 ) (3 \times 2)(4 \times 3) ( 3 × 2 ) ( 4 × 3 ) ซึ่งคูณไม่ได้ด้วยซ้ำ ในทางความหมาย ช่อง ( i , j ) (i, j) ( i , j ) ของ ( A B ) t (AB)^t ( A B ) t คือช่อง ( j , i ) (j, i) ( j , i ) ของ A B AB A B ซึ่งเป็นแถว j j j ของ A A A คูณคอลัมน์ i i i ของ B B B และนั่นเท่ากับแถว i i i ของ B t B^t B t คูณคอลัมน์ j j j ของ A t A^t A t
ตัวอย่าง 5
ให้ A = [ 1 2 0 1 ] A = \begin{bmatrix} 1 & 2 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} A = [ 1 0 2 1 ] และ B = [ 3 0 1 2 ] B = \begin{bmatrix} 3 & 0 \\ 1 & 2 \end{bmatrix} B = [ 3 1 0 2 ] ตรวจว่า ( A B ) t = B t A t (AB)^t = B^tA^t ( A B ) t = B t A t และ ( A B ) t ≠ A t B t (AB)^t \ne A^tB^t ( A B ) t = A t B t
A B = [ 1 ( 3 ) + 2 ( 1 ) 1 ( 0 ) + 2 ( 2 ) 0 ( 3 ) + 1 ( 1 ) 0 ( 0 ) + 1 ( 2 ) ] = [ 5 4 1 2 ] AB = \begin{bmatrix} 1(3) + 2(1) & 1(0) + 2(2) \\ 0(3) + 1(1) & 0(0) + 1(2) \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 5 & 4 \\ 1 & 2 \end{bmatrix} A B = [ 1 ( 3 ) + 2 ( 1 ) 0 ( 3 ) + 1 ( 1 ) 1 ( 0 ) + 2 ( 2 ) 0 ( 0 ) + 1 ( 2 ) ] = [ 5 1 4 2 ] จึงได้ ( A B ) t = [ 5 1 4 2 ] (AB)^t = \begin{bmatrix} 5 & 1 \\ 4 & 2 \end{bmatrix} ( A B ) t = [ 5 4 1 2 ]
B t = [ 3 1 0 2 ] B^t = \begin{bmatrix} 3 & 1 \\ 0 & 2 \end{bmatrix} B t = [ 3 0 1 2 ] และ A t = [ 1 0 2 1 ] A^t = \begin{bmatrix} 1 & 0 \\ 2 & 1 \end{bmatrix} A t = [ 1 2 0 1 ] คูณ B t A t = [ 3 + 2 0 + 1 0 + 4 0 + 2 ] = [ 5 1 4 2 ] B^tA^t = \begin{bmatrix} 3 + 2 & 0 + 1 \\ 0 + 4 & 0 + 2 \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 5 & 1 \\ 4 & 2 \end{bmatrix} B t A t = [ 3 + 2 0 + 4 0 + 1 0 + 2 ] = [ 5 4 1 2 ] ตรงกับข้อ 1
ลองเรียงผิด A t B t = [ 3 1 6 4 ] A^tB^t = \begin{bmatrix} 3 & 1 \\ 6 & 4 \end{bmatrix} A t B t = [ 3 6 1 4 ] ไม่เท่ากับ ( A B ) t (AB)^t ( A B ) t ลำดับจึงสำคัญจริง
ลองคิดก่อน
เพื่อนจำสูตร ( A B ) t (AB)^t ( A B ) t ว่าเป็น A t B t A^tB^t A t B t เพราะ ( A + B ) t = A t + B t (A + B)^t = A^t + B^t ( A + B ) t = A t + B t ก็กระจายเข้าไปตัวต่อตัวได้ ผิดตรงไหน
ดูคำตอบ การบวกเมทริกซ์ทำช่องต่อช่อง การพลิกจึงกระจายเข้าไปได้ตรงๆ แต่การคูณจับแถวของตัวหน้ากับคอลัมน์ของตัวหลัง พอพลิกแล้วแถวกลายเป็นคอลัมน์ ตัวที่เคยให้แถวจึงต้องย้ายไปอยู่ข้างหลัง ได้ ( A B ) t = B t A t (AB)^t = B^tA^t ( A B ) t = B t A t ตัวอย่าง 5 แสดงว่า A t B t A^tB^t A t B t ให้ผลต่างออกไป และถ้ามิติไม่เป็นจัตุรัส A t B t A^tB^t A t B t อาจคูณไม่ได้เลย
เมทริกซ์ที่คูณแล้วไม่เปลี่ยนอะไร
จำนวนจริงมี 1 1 1 ที่คูณแล้วไม่เปลี่ยนค่า เมทริกซ์จัตุรัสก็มีตัวที่ทำหน้าที่เดียวกัน คือ I 2 = [ 1 0 0 1 ] I_2 = \begin{bmatrix} 1 & 0 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} I 2 = [ 1 0 0 1 ] หรือ I 3 I_3 I 3 ที่มีหนึ่งบนแนวทแยงหลักและศูนย์ที่อื่น ลองคูณ [ a b c d ] I 2 \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} I_2 [ a c b d ] I 2 แถวแรกคู่กับคอลัมน์แรก ( 1 , 0 ) (1, 0) ( 1 , 0 ) ได้ a a a คู่กับคอลัมน์สอง ( 0 , 1 ) (0, 1) ( 0 , 1 ) ได้ b b b ผลจึงเป็นเมทริกซ์เดิม และคูณจากทางซ้ายก็ได้ผลเดิมเช่นกัน เมทริกซ์นี้เรียกว่าเมทริกซ์เอกลักษณ์ และจะเป็นตัวตั้งต้นของเมทริกซ์ผกผันในหน้า 40.4
ก่อนถึงตรงนั้น หน้าถัดไปจะหาจำนวนหนึ่งตัวจากเมทริกซ์จัตุรัส เรียกว่าดีเทอร์มิแนนต์ ซึ่งบอกได้ทันทีว่าเมทริกซ์นั้นย้อนกลับได้หรือไม่
สรุป
A B AB A B หาได้เมื่อคอลัมน์ของ A A A เท่ากับแถวของ B B B มิติ ( m × n ) ( n × p ) (m \times n)(n \times p) ( m × n ) ( n × p ) ให้ผล m × p m \times p m × p
สมาชิก c i j c_{ij} c ij คือแถว i i i ของ A A A คูณคอลัมน์ j j j ของ B B B ตัวต่อตัวแล้วบวก เหมือนจำนวนชิ้นคูณราคาแล้วรวม
โดยทั่วไป A B ≠ B A AB \ne BA A B = B A จึงต้องรักษาลำดับทุกพจน์ และ ( A + B ) 2 ≠ A 2 + 2 A B + B 2 (A + B)^2 \ne A^2 + 2AB + B^2 ( A + B ) 2 = A 2 + 2 A B + B 2
( A B ) t = B t A t (AB)^t = B^tA^t ( A B ) t = B t A t ลำดับกลับกัน ไม่ใช่ A t B t A^tB^t A t B t
I I I มีหนึ่งบนแนวทแยงหลัก และ A I = I A = A AI = IA = A A I = I A = A