descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 40 เมทริกซ์ตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.5 เล่ม 1 บทที่ 2เพิ่มเติม

40.2 การคูณเมทริกซ์

ร้านชานมจากหน้า 40.1 ขายชานมแก้วละ 3535 บาท ชาเขียวแก้วละ 4040 บาท โกโก้แก้วละ 3030 บาท สัปดาห์แรกสาขาหน้าโรงเรียนได้เงินเท่าไร คำตอบคือเอาจำนวนแก้วของแต่ละอย่างคูณราคาของอย่างนั้น แล้วบวกกันทั้งหมด

45(35)+30(40)+25(30)=1575+1200+750=352545(35) + 30(40) + 25(30) = 1575 + 1200 + 750 = 3525

ได้ 35253525 บาท

การคำนวณแบบ จำนวนชิ้นคูณราคาแล้วรวม นี้คือหัวใจของการคูณเมทริกซ์ทั้งหมด ไม่ใช่การคูณช่องต่อช่องแบบการบวก หน้านี้จะเปลี่ยนวิธีคิดนี้ให้เป็นสูตร แล้วดูว่าทำไมสลับลำดับการคูณแล้วผลเปลี่ยน

จากจำนวนชิ้นคูณราคาสู่แถวคูณคอลัมน์

ให้ยอดขายเป็นเมทริกซ์ AA ที่แต่ละแถวเป็นสาขา และให้ราคาเป็นเมทริกซ์คอลัมน์ PP ที่เรียงเครื่องดื่มลำดับเดียวกับคอลัมน์ของ AA

A=[453025382240]P=[354030]A = \begin{bmatrix} 45 & 30 & 25 \\ 38 & 22 & 40 \end{bmatrix} \qquad P = \begin{bmatrix} 35 \\ 40 \\ 30 \end{bmatrix}

รายรับของสาขาหน้าโรงเรียนคือแถวแรกของ AA จับคู่กับคอลัมน์ PP ตัวต่อตัว คูณคู่แล้วรวม ได้ 35253525 รายรับของสาขาตลาดคือแถวที่สองทำแบบเดียวกัน 38(35)+22(40)+40(30)=341038(35) + 22(40) + 40(30) = 3410 เขียนผลรวมเป็นเมทริกซ์คอลัมน์ได้ว่า

AP=[35253410]AP = \begin{bmatrix} 3525 \\ 3410 \end{bmatrix}

สังเกตเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ แถวของ AA มีสามตัว คอลัมน์ของ PP ก็ต้องมีสามตัว จึงจับคู่กันได้ครบ ถ้าราคามีแค่สองอย่าง ก็จะมีเครื่องดื่มหนึ่งอย่างที่ไม่มีราคาให้คูณ

นิยาม

ให้ AA มีมิติ m×nm \times n และ BB มีมิติ n×pn \times p ผลคูณ ABAB คือเมทริกซ์มิติ m×pm \times p ที่สมาชิกแถว ii คอลัมน์ jj ได้จากแถวที่ ii ของ AA คูณกับคอลัมน์ที่ jj ของ BB ตัวต่อตัวแล้วบวกกัน

cij=ai1b1j+ai2b2j+⋯+ainbnjc_{ij} = a_{i1}b_{1j} + a_{i2}b_{2j} + \cdots + a_{in}b_{nj}

วิธีตรวจว่าคูณได้หรือไม่ ให้เขียนมิติเรียงกัน (m×n)(n×p)(m \times n)(n \times p) ตัวเลขสองตัวด้านในต้องเท่ากัน แล้วผลคูณใช้ตัวเลขด้านนอก m×pm \times p เช่น (2×3)(3×1)(2 \times 3)(3 \times 1) ด้านในเป็น 33 กับ 33 คูณได้ และได้ 2×12 \times 1 ตรงกับ APAP ข้างบน

ตัวอย่าง 1

ให้ C=[2103]C = \begin{bmatrix} 2 & 1 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} และ v=[45]v = \begin{bmatrix} 4 \\ 5 \end{bmatrix} หา CvCv

  1. ตรวจมิติก่อน (2×2)(2×1)(2 \times 2)(2 \times 1) ด้านในเท่ากันคือ 22 จึงคูณได้ และผลมีมิติ 2×12 \times 1
  2. สมาชิกแถวแรกใช้แถวแรกของ CC คู่กับ vv ได้ 2(4)+1(5)=132(4) + 1(5) = 13
  3. สมาชิกแถวสองใช้แถวสองของ CC ได้ 0(4)+3(5)=150(4) + 3(5) = 15
  4. ดังนั้น Cv=[1315]Cv = \begin{bmatrix} 13 \\ 15 \end{bmatrix}

คูณเมทริกซ์ 2×3 กับ 3×2

ถ้าคอลัมน์ทางขวามีมากกว่าหนึ่งคอลัมน์ ก็ทำแบบเดิมซ้ำทีละคอลัมน์ ทุกคู่ของแถวกับคอลัมน์ให้สมาชิกหนึ่งตัว ผลคูณ 2×32 \times 3 กับ 3×23 \times 2 มี 2×2=42 \times 2 = 4 ช่อง จึงต้องคำนวณสี่ครั้ง

ตัวอย่าง 2

ร้านชานมมีต้นทุนต่อแก้ว ชานม 1515 บาท ชาเขียว 1818 บาท โกโก้ 1212 บาท ให้ Q=[351540183012]Q = \begin{bmatrix} 35 & 15 \\ 40 & 18 \\ 30 & 12 \end{bmatrix} ซึ่งคอลัมน์แรกเป็นราคาขาย คอลัมน์สองเป็นต้นทุน หา AQAQ แล้วหากำไรของแต่ละสาขา

  1. มิติ (2×3)(3×2)(2 \times 3)(3 \times 2) ด้านในเท่ากันคือ 33 คูณได้ ผลมีมิติ 2×22 \times 2 แถวยังเป็นสาขา คอลัมน์กลายเป็น รายรับ กับ ต้นทุน
  2. คอลัมน์แรกของผลคูณคือรายรับที่หาไว้แล้ว 35253525 และ 34103410
  3. ช่อง (1,2)(1, 2) ใช้แถวแรกของ AA กับคอลัมน์ต้นทุน 45(15)+30(18)+25(12)=675+540+300=151545(15) + 30(18) + 25(12) = 675 + 540 + 300 = 1515 ช่อง (2,2)(2, 2) ได้ 38(15)+22(18)+40(12)=570+396+480=144638(15) + 22(18) + 40(12) = 570 + 396 + 480 = 1446
  4. ได้ AQ=[3525151534101446]AQ = \begin{bmatrix} 3525 & 1515 \\ 3410 & 1446 \end{bmatrix} กำไรคือคอลัมน์แรกลบคอลัมน์สอง สาขาหน้าโรงเรียน 3525−1515=20103525 - 1515 = 2010 บาท สาขาตลาด 3410−1446=19643410 - 1446 = 1964 บาท

ตัวอย่างนี้บอกวิธีอ่านมิติของผลคูณด้วย มิติด้านในคือเครื่องดื่มสามอย่าง ซึ่งถูกรวมหายไประหว่างการคูณ เหลือมิติด้านนอกคือสาขากับชนิดของเงิน เวลาตั้งโจทย์เองจึงต้องให้สิ่งที่จะถูกรวมอยู่ตรงกลาง

ตัวอย่าง 3

ให้ A=[1203−12]A = \begin{bmatrix} 1 & 2 & 0 \\ 3 & -1 & 2 \end{bmatrix} และ B=[21031−2]B = \begin{bmatrix} 2 & 1 \\ 0 & 3 \\ 1 & -2 \end{bmatrix} หา ABAB แล้วบอกมิติของ BABA

  1. (2×3)(3×2)(2 \times 3)(3 \times 2) คูณได้ ผล ABAB มีมิติ 2×22 \times 2
  2. แถวแรกของ AA คือ 1,2,01, 2, 0 คู่กับคอลัมน์แรกของ BB คือ 2,0,12, 0, 1 ได้ 2+0+0=22 + 0 + 0 = 2 คู่กับคอลัมน์สอง 1,3,−21, 3, -2 ได้ 1+6+0=71 + 6 + 0 = 7
  3. แถวสองของ AA คือ 3,−1,23, -1, 2 คู่กับคอลัมน์แรกได้ 6+0+2=86 + 0 + 2 = 8 คู่กับคอลัมน์สองได้ 3−3−4=−43 - 3 - 4 = -4 ระวังเครื่องหมาย (−1)(3)=−3(-1)(3) = -3 และ 2(−2)=−42(-2) = -4
  4. AB=[278−4]AB = \begin{bmatrix} 2 & 7 \\ 8 & -4 \end{bmatrix} ส่วน BABA มีมิติ (3×2)(2×3)(3 \times 2)(2 \times 3) ด้านในเท่ากันคือ 22 คูณได้เหมือนกัน แต่ได้มิติ 3×33 \times 3 คนละขนาดกับ ABAB เลย

ลองคิดก่อน

AA มีมิติ 2×32 \times 3 และ BB มีมิติ 2×32 \times 3 เท่ากัน เพื่อนบอกว่าในเมื่อมิติเท่ากันบวกได้ ก็ต้องคูณ ABAB ได้ด้วย ถูกไหม

ดูคำตอบ

ไม่ถูก (2×3)(2×3)(2 \times 3)(2 \times 3) ด้านในเป็น 33 กับ 22 ไม่เท่ากัน แถวของ AA มีสามตัว แต่คอลัมน์ของ BB มีสองตัว จับคู่ไม่ครบ จึงคูณไม่ได้ เงื่อนไขของการบวกคือมิติเท่ากันทั้งหมด แต่เงื่อนไขของการคูณคือคอลัมน์ของตัวหน้าเท่ากับแถวของตัวหลัง เป็นคนละเงื่อนไขกัน ส่วนการคูณช่องต่อช่องที่เพื่อนอาจนึกถึงไม่ใช่การคูณเมทริกซ์

สลับลำดับแล้วผลเปลี่ยน

ตัวอย่าง 3 แสดงแล้วว่า ABAB กับ BABA อาจมีมิติต่างกัน แต่แม้เมทริกซ์จัตุรัสขนาดเท่ากันซึ่งคูณได้ทั้งสองทิศ ผลก็มักไม่เท่ากัน เพราะ ABAB ใช้แถวของ AA กับคอลัมน์ของ BB ส่วน BABA ใช้แถวของ BB กับคอลัมน์ของ AA เป็นการจับคู่คนละชุด

ตัวอย่าง 4

ให้ A=[1101]A = \begin{bmatrix} 1 & 1 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} และ B=[2003]B = \begin{bmatrix} 2 & 0 \\ 0 & 3 \end{bmatrix} เปรียบเทียบ ABAB กับ BABA

  1. ABAB แถวแรกของ AA คือ 1,11, 1 คู่กับคอลัมน์ของ BB ได้ 22 และ 33 แถวสอง 0,10, 1 ได้ 00 และ 33 จึงได้ AB=[2303]AB = \begin{bmatrix} 2 & 3 \\ 0 & 3 \end{bmatrix}
  2. BABA แถวแรกของ BB คือ 2,02, 0 คู่กับคอลัมน์ของ AA ได้ 22 และ 22 แถวสอง 0,30, 3 ได้ 00 และ 33 จึงได้ BA=[2203]BA = \begin{bmatrix} 2 & 2 \\ 0 & 3 \end{bmatrix}
  3. ช่อง (1,2)(1, 2) ต่างกัน 3≠23 \ne 2 จึงสรุปว่า AB≠BAAB \ne BA ความหมายคือ BB คูณจากขวาจะคูณคอลัมน์ของ AA ด้วย 22 และ 33 ส่วน BB คูณจากซ้ายจะคูณแถวของ AA ด้วย 22 และ 33 ผลจึงไม่เหมือนกัน

ผลที่ตามมาคือเวลาจัดรูปนิพจน์เมทริกซ์ต้องรักษาลำดับทุกพจน์ เช่น (A+B)2=A2+AB+BA+B2(A + B)^2 = A^2 + AB + BA + B^2 ซึ่งรวม AB+BAAB + BA เป็น 2AB2AB ไม่ได้ ถ้า AB≠BAAB \ne BA สมบัติที่ยังใช้ได้คือ

สมบัติ

เมื่อมิติเหมาะสมให้คูณได้

  • เปลี่ยนกลุ่ม (AB)C=A(BC)(AB)C = A(BC)
  • แจกแจง A(B+C)=AB+ACA(B + C) = AB + AC และ (B+C)A=BA+CA(B + C)A = BA + CA ด้านที่คูณต้องอยู่ฝั่งเดิม
  • k(AB)=(kA)B=A(kB)k(AB) = (kA)B = A(kB) เมื่อ kk เป็นสเกลาร์
  • เมทริกซ์สลับเปลี่ยนของผลคูณ (AB)t=BtAt(AB)^t = B^tA^t

ข้อสุดท้ายดูได้จากมิติก่อน ถ้า AA เป็น 2×32 \times 3 และ BB เป็น 3×43 \times 4 แล้ว ABAB เป็น 2×42 \times 4 และ (AB)t(AB)^t เป็น 4×24 \times 2 ส่วน BtB^t เป็น 4×34 \times 3 และ AtA^t เป็น 3×23 \times 2 เรียง BtAtB^tA^t ได้ (4×3)(3×2)(4 \times 3)(3 \times 2) คูณได้และได้ 4×24 \times 2 พอดี ถ้าเรียง AtBtA^tB^t จะได้ (3×2)(4×3)(3 \times 2)(4 \times 3) ซึ่งคูณไม่ได้ด้วยซ้ำ ในทางความหมาย ช่อง (i,j)(i, j) ของ (AB)t(AB)^t คือช่อง (j,i)(j, i) ของ ABAB ซึ่งเป็นแถว jj ของ AA คูณคอลัมน์ ii ของ BB และนั่นเท่ากับแถว ii ของ BtB^t คูณคอลัมน์ jj ของ AtA^t

ตัวอย่าง 5

ให้ A=[1201]A = \begin{bmatrix} 1 & 2 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} และ B=[3012]B = \begin{bmatrix} 3 & 0 \\ 1 & 2 \end{bmatrix} ตรวจว่า (AB)t=BtAt(AB)^t = B^tA^t และ (AB)t≠AtBt(AB)^t \ne A^tB^t

  1. AB=[1(3)+2(1)1(0)+2(2)0(3)+1(1)0(0)+1(2)]=[5412]AB = \begin{bmatrix} 1(3) + 2(1) & 1(0) + 2(2) \\ 0(3) + 1(1) & 0(0) + 1(2) \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 5 & 4 \\ 1 & 2 \end{bmatrix} จึงได้ (AB)t=[5142](AB)^t = \begin{bmatrix} 5 & 1 \\ 4 & 2 \end{bmatrix}
  2. Bt=[3102]B^t = \begin{bmatrix} 3 & 1 \\ 0 & 2 \end{bmatrix} และ At=[1021]A^t = \begin{bmatrix} 1 & 0 \\ 2 & 1 \end{bmatrix} คูณ BtAt=[3+20+10+40+2]=[5142]B^tA^t = \begin{bmatrix} 3 + 2 & 0 + 1 \\ 0 + 4 & 0 + 2 \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 5 & 1 \\ 4 & 2 \end{bmatrix} ตรงกับข้อ 1
  3. ลองเรียงผิด AtBt=[3164]A^tB^t = \begin{bmatrix} 3 & 1 \\ 6 & 4 \end{bmatrix} ไม่เท่ากับ (AB)t(AB)^t ลำดับจึงสำคัญจริง

ลองคิดก่อน

เพื่อนจำสูตร (AB)t(AB)^t ว่าเป็น AtBtA^tB^t เพราะ (A+B)t=At+Bt(A + B)^t = A^t + B^t ก็กระจายเข้าไปตัวต่อตัวได้ ผิดตรงไหน

ดูคำตอบ

การบวกเมทริกซ์ทำช่องต่อช่อง การพลิกจึงกระจายเข้าไปได้ตรงๆ แต่การคูณจับแถวของตัวหน้ากับคอลัมน์ของตัวหลัง พอพลิกแล้วแถวกลายเป็นคอลัมน์ ตัวที่เคยให้แถวจึงต้องย้ายไปอยู่ข้างหลัง ได้ (AB)t=BtAt(AB)^t = B^tA^t ตัวอย่าง 5 แสดงว่า AtBtA^tB^t ให้ผลต่างออกไป และถ้ามิติไม่เป็นจัตุรัส AtBtA^tB^t อาจคูณไม่ได้เลย

เมทริกซ์ที่คูณแล้วไม่เปลี่ยนอะไร

จำนวนจริงมี 11 ที่คูณแล้วไม่เปลี่ยนค่า เมทริกซ์จัตุรัสก็มีตัวที่ทำหน้าที่เดียวกัน คือ I2=[1001]I_2 = \begin{bmatrix} 1 & 0 \\ 0 & 1 \end{bmatrix} หรือ I3I_3 ที่มีหนึ่งบนแนวทแยงหลักและศูนย์ที่อื่น ลองคูณ [abcd]I2\begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} I_2 แถวแรกคู่กับคอลัมน์แรก (1,0)(1, 0) ได้ aa คู่กับคอลัมน์สอง (0,1)(0, 1) ได้ bb ผลจึงเป็นเมทริกซ์เดิม และคูณจากทางซ้ายก็ได้ผลเดิมเช่นกัน เมทริกซ์นี้เรียกว่าเมทริกซ์เอกลักษณ์ และจะเป็นตัวตั้งต้นของเมทริกซ์ผกผันในหน้า 40.4

ก่อนถึงตรงนั้น หน้าถัดไปจะหาจำนวนหนึ่งตัวจากเมทริกซ์จัตุรัส เรียกว่าดีเทอร์มิแนนต์ ซึ่งบอกได้ทันทีว่าเมทริกซ์นั้นย้อนกลับได้หรือไม่

สรุป

  • ABAB หาได้เมื่อคอลัมน์ของ AA เท่ากับแถวของ BB มิติ (m×n)(n×p)(m \times n)(n \times p) ให้ผล m×pm \times p
  • สมาชิก cijc_{ij} คือแถว ii ของ AA คูณคอลัมน์ jj ของ BB ตัวต่อตัวแล้วบวก เหมือนจำนวนชิ้นคูณราคาแล้วรวม
  • โดยทั่วไป AB≠BAAB \ne BA จึงต้องรักษาลำดับทุกพจน์ และ (A+B)2≠A2+2AB+B2(A + B)^2 \ne A^2 + 2AB + B^2
  • (AB)t=BtAt(AB)^t = B^tA^t ลำดับกลับกัน ไม่ใช่ AtBtA^tB^t
  • II มีหนึ่งบนแนวทแยงหลัก และ AI=IA=AAI = IA = A