descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 34 จำนวนจริงตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.4 เล่ม 1 บทที่ 3เพิ่มเติม

34.5 ทฤษฎีบทเศษเหลือและตัวประกอบ

ถ้าหารพหุนามยาวทุกครั้งเพียงเพื่อรู้เศษจะเสียเวลา โครงสร้างสมการการหารทำให้คำนวณเศษจากการแทนค่าเพียงครั้งเดียวได้ และเมื่อเศษเป็นศูนย์ เราได้ตัวประกอบมาฟรีหนึ่งตัว ซึ่งเป็นกุญแจของการแก้สมการและอสมการพหุนามดีกรีสามขึ้นไปในหน้า 34.2

แทนค่าที่ตัวหารเป็นศูนย์

ในหน้า 15.5 เราหารยาวพหุนามแล้วตรวจด้วย ตัวตั้ง == ตัวหาร ×\times ผลหาร ++ เศษ เช่น หาร x3−2x+5x^3 - 2x + 5 ด้วย x+2x + 2 ได้ผลหาร x2−2x+2x^2 - 2x + 2 เศษ 11 จึงเขียนได้ว่า

x3−2x+5=(x+2)(x2−2x+2)+1x^3 - 2x + 5 = (x + 2)(x^2 - 2x + 2) + 1

สมการนี้เป็นจริงทุกค่า xx เพราะเป็นพหุนามเดียวกันที่เขียนสองแบบ ทีนี้เลือกแทน x=−2x = -2 ซึ่งทำให้ตัวหารเป็นศูนย์ ก้อน (x+2)(…)(x + 2)(\ldots) กลายเป็นศูนย์ทั้งก้อน ไม่ว่าผลหารจะยาวแค่ไหน เหลือแค่เศษ จึงได้ว่าค่าของพหุนามที่ x=−2x = -2 คือเศษพอดี

พูดแบบทั่วไป หาร P(x)P(x) ด้วย x−ax-a ได้ P(x)=(x−a)Q(x)+rP(x)=(x-a)Q(x)+r เศษ rr เป็นค่าคงตัว เพราะดีกรีต้องต่ำกว่าตัวหารซึ่งมีดีกรีหนึ่ง เมื่อแทน x=ax=a พจน์ผลคูณหายไป จึงเหลือ P(a)=rP(a)=r

สมบัติ

เศษจากการหาร P(x)P(x) ด้วย x−ax-a คือ P(a)P(a) และ x−ax-a เป็นตัวประกอบของ P(x)P(x) ก็ต่อเมื่อ P(a)=0P(a)=0

ส่วนหลังของทฤษฎีบทเรียกว่า ทฤษฎีบทตัวประกอบ ได้มาจากส่วนแรกทันที เพราะ เป็นตัวประกอบ แปลว่าหารลงตัว คือเศษเป็นศูนย์

หากตัวหารเป็น x+2x+2 ต้องแทน −2-2 เพราะต้องทำให้ตัวหารศูนย์ ถ้าเป็น 2x−32x-3 ต้องแทน 3/23/2 การจำว่าใช้ตัวเลขหลังเครื่องหมายลบโดยไม่ดูตัวหารทั้งหมดทำให้ผิดได้ เหตุผลเดิมยังใช้ได้กับ 2x−32x - 3 เพราะ P(x)=(2x−3)Q(x)+rP(x) = (2x - 3)Q(x) + r และแทน x=32x = \frac32 ก็ทำให้ก้อนแรกหายเหมือนกัน

หาเศษโดยไม่ต้องหารยาว

ตัวอย่าง 1

หาเศษจากการหาร P(x)=x3−2x+5P(x)=x^3-2x+5 ด้วย x+2x+2

  1. หาค่าที่ทำให้ตัวหารเป็นศูนย์ x+2=0x+2=0 เมื่อ x=−2x=-2 ระวังอย่าแทน 22
  2. แทนทุกพจน์ P(−2)=(−2)3−2(−2)+5=−8+4+5=1P(-2)=(-2)^3-2(-2)+5=-8+4+5=1 ใส่วงเล็บให้ −2-2 เสมอ จะได้ไม่พลาดเครื่องหมายตอนยกกำลัง
  3. เศษคือ 11 ตรงกับที่หารยาวได้ข้างบน ไม่ต้องหารยาวเพื่อหาผลหาร ถ้าคำถามต้องการเฉพาะเศษ

ตัวอย่าง 2

หาเศษจากการหาร 4x2+2x−14x^2 + 2x - 1 ด้วย 2x−32x - 3

  1. ตัวหาร 2x−32x - 3 เป็นศูนย์เมื่อ x=32x = \frac32 ไม่ใช่ x=3x = 3
  2. แทน x=32x = \frac32 ได้ 4(94)+2(32)−1=9+3−1=114\left(\frac94\right) + 2\left(\frac32\right) - 1 = 9 + 3 - 1 = 11
  3. เศษคือ 1111 ตรวจด้วยการหารยาวได้ 4x2+2x−1=(2x−3)(2x+4)+114x^2 + 2x - 1 = (2x - 3)(2x + 4) + 11

ตัวอย่าง 3

กำหนด P(x)=x3+kx−6P(x)=x^3+kx-6 มี x−2x-2 เป็นตัวประกอบ หา kk

  1. ทฤษฎีบทตัวประกอบบอกว่า x−2x - 2 เป็นตัวประกอบก็ต่อเมื่อ P(2)=0P(2)=0 ข้อมูลที่โจทย์ให้จึงกลายเป็นสมการหนึ่งสมการ
  2. แทน x=2x = 2 ได้ 8+2k−6=08+2k-6=0 หรือ 2k+2=02k + 2 = 0 จึงได้ k=−1k=-1
  3. ตรวจ แทนแล้ว P(x)=x3−x−6=(x−2)(x2+2x+3)P(x)=x^3-x-6=(x-2)(x^2+2x+3) หารลงตัวจริง ผลหารหาได้เร็วด้วยการหารสังเคราะห์ในหัวข้อถัดไป

ลองคิดก่อน

ถ้า P(2)=5P(2)=5 แล้ว x−2x-2 เป็นตัวประกอบหรือไม่

ดูคำตอบ

ไม่เป็น เพราะเศษคือ 55 ไม่ใช่ศูนย์ ค่าที่แทนได้เป็นเศษ ไม่ใช่คำตอบของสมการ P(x)=0P(x)=0 โดยอัตโนมัติ

หาผลหารเร็วด้วยการหารสังเคราะห์

เมื่อรู้ว่า x−ax - a เป็นตัวประกอบแล้ว ยังต้องหาผลหารเพื่อแยกต่อ การหารยาวในหน้า 15.5 ใช้ได้ แต่ตัวแปรที่เขียนซ้ำทุกบรรทัดไม่ได้ช่วยอะไร การหารสังเคราะห์ เก็บไว้เฉพาะสัมประสิทธิ์ และเปลี่ยนการลบเป็นการบวก โดยใช้ aa แทน −a-a ของตัวหาร

ตัวอย่าง หาร x3−2x2−5x+6x^3 - 2x^2 - 5x + 6 ด้วย x−1x - 1 จึงใช้ a=1a = 1

11−2−561−1−61−1−60\begin{array}{c|rrrr} 1 & 1 & -2 & -5 & 6 \\ & & 1 & -1 & -6 \\ \hline & 1 & -1 & -6 & 0 \end{array}
  1. เขียนสัมประสิทธิ์ 1,−2,−5,61, -2, -5, 6 เรียงจากดีกรีมากไปน้อย แล้วดึงตัวแรก 11 ลงมาแถวล่าง
  2. คูณตัวที่เพิ่งได้กับ a=1a = 1 ได้ 11 เขียนไว้ใต้ −2-2 แล้วบวก ได้ −1-1
  3. คูณ −1-1 กับ 11 ได้ −1-1 เขียนใต้ −5-5 บวกได้ −6-6 คูณ −6-6 กับ 11 ได้ −6-6 เขียนใต้ 66 บวกได้ 00
  4. ตัวสุดท้ายของแถวล่างคือเศษ คือ 00 ตัวที่เหลือ 1,−1,−61, -1, -6 คือสัมประสิทธิ์ของผลหารซึ่งมีดีกรีต่ำลงหนึ่ง จึงได้ x2−x−6x^2 - x - 6

ทำไมได้ผลเหมือนหารยาว ในหารยาวเราคูณพจน์ของผลหารกับ x−1x - 1 แล้ว ลบ ออก การลบ −1-1 เท่ากับการบวก 11 การหารสังเคราะห์จึงใช้ a=1a = 1 แล้วบวกแทน ขั้นตอนเดิมทุกอย่าง แค่ไม่เขียนตัวแปร

ลองคิดก่อน

เพื่อนหาร x3−8x^3 - 8 ด้วย x−2x - 2 โดยเขียนสัมประสิทธิ์ 1,−81, -8 แล้วได้ผลหาร 11 เศษ −6-6 ผิดตรงไหน

ดูคำตอบ

ลืมพจน์ที่หายไป x3−8x^3 - 8 คือ x3+0x2+0x−8x^3 + 0x^2 + 0x - 8 ต้องเขียนสัมประสิทธิ์ 1,0,0,−81, 0, 0, -8 ให้ครบทุกดีกรี เหมือนการจองที่ในหน้า 15.5 ทำใหม่ได้แถวล่าง 1,2,4,01, 2, 4, 0 ผลหารคือ x2+2x+4x^2 + 2x + 4 เศษ 00 ตรวจเศษด้วยทฤษฎีบทเศษเหลือ 23−8=02^3 - 8 = 0 ตรงกัน

จากรากหนึ่งตัวสู่รากทั้งหมด

ทฤษฎีบทตัวประกอบไม่ได้จบแค่ตรวจผ่านหรือไม่ผ่าน เมื่อพบรากแล้วสามารถลดดีกรีเพื่อหาคำตอบที่เหลือต่อได้ คำถามคือจะเดารากตัวแรกจากไหน

ถ้าพหุนามมีสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็ม และสัมประสิทธิ์ของพจน์ดีกรีสูงสุดเป็น 11 รากที่เป็นจำนวนเต็มต้องหารพจน์คงตัวลงตัว เหตุผลคือ ถ้า aa เป็นรากของ x3−2x2−5x+6x^3 - 2x^2 - 5x + 6 จะได้ a3−2a2−5a=−6a^3 - 2a^2 - 5a = -6 หรือ a(a2−2a−5)=−6a(a^2 - 2a - 5) = -6 ข้างซ้ายเป็น aa คูณจำนวนเต็ม ดังนั้น aa หาร 66 ลงตัว ตัวที่น่าลองจึงมีแค่ ±1,±2,±3,±6\pm1, \pm2, \pm3, \pm6 ไม่ต้องลองทุกจำนวนบนเส้นจำนวน

ตัวอย่าง 4

แก้ x3−2x2−5x+6=0x^3-2x^2-5x+6=0

  1. พจน์คงตัวคือ 66 ตัวที่น่าลองคือ ±1,±2,±3,±6\pm1, \pm2, \pm3, \pm6 เริ่มจากตัวเล็กที่สุด แทน 11 ได้ 1−2−5+6=01-2-5+6=0 จึงมีตัวประกอบ x−1x-1
  2. หารสังเคราะห์ด้วย a=1a = 1 ตามตารางข้างบน ได้ผลหาร x2−x−6x^2-x-6
  3. แยกตัวประกอบดีกรีสองที่เหลือแบบบทที่ 20 หาสองจำนวนที่คูณได้ −6-6 บวกได้ −1-1 คือ −3-3 กับ 22 ได้ (x−3)(x+2)(x-3)(x+2)
  4. ได้ (x−1)(x−3)(x+2)=0(x - 1)(x - 3)(x + 2) = 0 คำตอบทั้งหมดคือ x=−2,1,3x=-2,1,3 ตรวจโดยกระจายตัวประกอบคืนได้พหุนามเดิม

การบอกว่า x=1x=1 เป็นรากเป็นเพียงการเริ่มต้น ไม่ได้บอกว่ามีรากเดียว ต้องแก้ตัวประกอบที่เหลือให้ครบ โดยเฉพาะโจทย์ที่ถามทุกคำตอบของสมการ

ตัวอย่าง 5

แก้อสมการ x3−7x+6>0x^3 - 7x + 6 > 0

  1. ตารางเครื่องหมายในหน้า 34.2 ต้องการตัวประกอบ จึงหารากก่อน ตัวที่น่าลองคือตัวหารของ 66 แทน 11 ได้ 1−7+6=01 - 7 + 6 = 0 จึงมีตัวประกอบ x−1x - 1
  2. หารสังเคราะห์ด้วยสัมประสิทธิ์ 1,0,−7,61, 0, -7, 6 ซึ่งต้องจองที่ 00 ให้พจน์ x2x^2 ได้แถวล่าง 1,1,−6,01, 1, -6, 0 ผลหารคือ x2+x−6=(x+3)(x−2)x^2 + x - 6 = (x + 3)(x - 2)
  3. ได้ (x+3)(x−1)(x−2)>0(x + 3)(x - 1)(x - 2) > 0 รากคือ −3,1,2-3, 1, 2 ทุกตัวเป็นกำลังหนึ่ง เครื่องหมายจึงสลับทุกราก ช่วงขวาสุดเป็นบวก เพราะตัวประกอบทุกตัวเป็นบวก
  4. ไล่จากขวามาซ้ายได้ บวก ลบ บวก ลบ เลือกช่วงบวกได้ (−3,1)∪(2,∞)(-3, 1) \cup (2, \infty) ตรวจ x=0x = 0 ได้ 6>06 > 0 จริง และ x=0x = 0 อยู่ในช่วง (−3,1)(-3, 1)

ตัวอย่างนี้รวมทุกเรื่องในบทเข้าด้วยกัน ทฤษฎีบทตัวประกอบหารากตัวแรก การหารสังเคราะห์ลดดีกรี การแยกตัวประกอบดีกรีสองแยกส่วนที่เหลือ แล้วตารางเครื่องหมายเลือกช่วงคำตอบ

สรุป

  • ทำให้ตัวหารเป็นศูนย์ก่อนแทนค่า ตัวหาร x+2x + 2 แทน −2-2 ตัวหาร 2x−32x - 3 แทน 32\frac32
  • เศษศูนย์จึงรับรองตัวประกอบ
  • การหารสังเคราะห์ใช้สัมประสิทธิ์ให้ครบทุกดีกรี ตัวสุดท้ายคือเศษ
  • รากจำนวนเต็มของพหุนามที่สัมประสิทธิ์นำเป็น 11 ต้องหารพจน์คงตัวลงตัว
  • ใช้ตัวประกอบลดดีกรีและตรวจกลับ