9.1 คำถามทางสถิติและการเก็บข้อมูล
สภานักเรียนจะเลือกเครื่องดื่มมาขายในงานกีฬาสี มีคนเสนอให้ถามประธานนักเรียนคนเดียวว่าชอบอะไร อีกคนเสนอให้ถามนักเรียนหลายๆ คนแล้วดูว่าเครื่องดื่มไหนมีคนเลือกมากที่สุด วิธีที่สองดีกว่า เพราะนักเรียนแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน คำตอบของคนคนเดียวจึงบอกอะไรเกี่ยวกับคนทั้งโรงเรียนไม่ได้
ความคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของสถิติ เราเก็บคำตอบจากหลายคนหรือหลายครั้ง เพราะคำตอบไม่เท่ากัน แล้วดูภาพรวมของคำตอบทั้งหมด
คำถามทางสถิติ
นิยาม
คำถามทางสถิติคือคำถามที่ต้องตอบด้วยการเก็บข้อมูลหลายตัว และคาดได้ตั้งแต่ก่อนเก็บว่าข้อมูลที่ได้จะไม่เท่ากันทั้งหมด ความไม่เท่ากันนี้เรียกว่าความแปรปรวนของข้อมูล
ลองเทียบสองคำถามนี้
- "สมใจสูงกี่เซนติเมตร" วัดครั้งเดียวก็ได้คำตอบเดียว ไม่ใช่คำถามทางสถิติ
- "นักเรียน ม.1 ในโรงเรียนนี้สูงประมาณกี่เซนติเมตร" ต้องวัดหลายคน และแต่ละคนสูงไม่เท่ากัน เป็นคำถามทางสถิติ
คำถามทางสถิติมักพูดถึงกลุ่มคนหรือหลายช่วงเวลา และคำตอบมักออกมาเป็นภาพรวม เช่น ส่วนใหญ่ ประมาณ มากที่สุด หรือเปลี่ยนไปอย่างไร
ตัวอย่าง 1
คำถามใดเป็นคำถามทางสถิติ
(1) โรงเรียนเรามีนักเรียน ม.1 กี่คน (2) นักเรียน ม.1 ใช้เวลาเดินทางมาโรงเรียนนานเท่าไร (3) เมื่อวานฝนตกที่โรงเรียนกี่มิลลิเมตร (4) ปีที่แล้วแต่ละเดือนฝนตกที่โรงเรียนมากน้อยแค่ไหน (5) หนังสือเล่มนี้มีกี่หน้า
- ข้อ (1) นับครั้งเดียวได้คำตอบเดียว ไม่ใช่คำถามทางสถิติ แม้จะต้องนับหลายคนก็ตาม เพราะผลที่ได้คือจำนวนเดียว ไม่มีความแปรปรวนให้ดู
- ข้อ (2) นักเรียนแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน ต้องถามหลายคน เป็นคำถามทางสถิติ
- ข้อ (3) วัดวันเดียวที่เดียว ได้ค่าเดียว ไม่ใช่คำถามทางสถิติ
- ข้อ (4) ต้องดูปริมาณฝน 12 เดือน และแต่ละเดือนไม่เท่ากัน เป็นคำถามทางสถิติ
- ข้อ (5) เปิดดูหน้าสุดท้ายก็ได้คำตอบเดียว ไม่ใช่คำถามทางสถิติ
ลองคิดก่อน
"นักเรียนห้อง ม.1/3 อายุเท่าไร" เป็นคำถามทางสถิติไหม ถามทั้งห้องตั้ง 40 คน
ดูคำตอบ
น่าจะไม่ใช่ เกือบทุกคนในห้องเดียวกันอายุ 12 หรือ 13 ปี คำตอบแทบไม่ต่างกัน ไม่ได้คาดว่าจะมีความแปรปรวนให้ศึกษา จำนวนคนที่ต้องถามจึงไม่ใช่ตัวตัดสิน ตัวตัดสินคือคำตอบของแต่ละคนคาดว่าจะต่างกันหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนเป็น "นักเรียนห้อง ม.1/3 นอนวันละกี่ชั่วโมง" คำตอบจะต่างกันมาก จึงเป็นคำถามทางสถิติ
ขั้นตอนของการหาคำตอบด้วยสถิติ
พอได้คำถามทางสถิติแล้ว การหาคำตอบมีสี่ขั้นเรียงกันเสมอ
- ตั้งคำถามทางสถิติ ให้ชัดว่าอยากรู้อะไรจากใคร
- เก็บรวบรวมข้อมูล ให้ตรงกับคำถาม
- วิเคราะห์ข้อมูล จัดเป็นตาราง นับ เทียบ หรือนำเสนอเป็นแผนภูมิ
- แปลความหมายผลลัพธ์ ตอบคำถามที่ตั้งไว้ และบอกว่าคำตอบนั้นใช้ได้กับใคร
ถ้าตั้งคำถามไม่ชัด ขั้นที่เหลือจะพังตาม เช่นถามว่า "นักเรียนชอบกินอะไร" ยังไม่รู้ว่าหมายถึงอาหารกลางวัน ขนม หรือผลไม้ ถามนักเรียนชั้นไหน คำตอบที่เก็บมาก็จะปนกันจนสรุปไม่ได้
ข้อมูลมีสองแบบ
ข้อมูลที่เก็บมามีสองแบบ ซึ่งใช้วิธีนำเสนอต่างกัน
นิยาม
- ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นชื่อ กลุ่ม หรือคำบรรยาย นำมาบวกลบกันไม่ได้ เช่น สีที่ชอบ วิธีเดินทางมาโรงเรียน กีฬาสีที่สังกัด
- ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นตัวเลขที่ได้จากการนับหรือการวัด นำมาบวกลบเทียบมากน้อยได้ เช่น ส่วนสูง คะแนนสอบ จำนวนพี่น้อง ปริมาณฝน
ตัวอย่าง 2
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณ
(1) ยี่ห้อโทรศัพท์ที่นักเรียนใช้ (2) ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียน (3) เลขที่ของนักเรียนในห้อง (4) จำนวนครั้งที่ไปห้องสมุดต่อสัปดาห์
- ยี่ห้อโทรศัพท์เป็นชื่อ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ
- ระยะทางได้จากการวัด เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ
- เลขที่เป็นตัวเลขก็จริง แต่ใช้เป็นป้ายชื่อเท่านั้น เลขที่ 20 ไม่ได้มีอะไรมากกว่าเลขที่ 10 เอามาบวกกันก็ไม่มีความหมาย จึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ
- จำนวนครั้งได้จากการนับ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ
ข้อ (3) คือจุดที่พลาดกันบ่อย อย่าตัดสินจากหน้าตาว่าเป็นตัวเลข ให้ถามว่าเอาตัวเลขนั้นมาบวก ลบ หรือเทียบมากน้อยแล้วมีความหมายไหม รหัสไปรษณีย์ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวนักเรียน ก็เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยเหตุผลเดียวกัน
เก็บข้อมูลอย่างไร
วิธีเก็บข้อมูลต้องเลือกให้เข้ากับคำถาม วิธีที่ใช้บ่อยมีสามแบบ
- การสำรวจ ถามคนโดยตรงด้วยแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ เหมาะกับคำถามเรื่องความชอบ ความเห็น หรือพฤติกรรม เช่น นักเรียนชอบเครื่องดื่มอะไร
- การสังเกต ดูและจดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องถาม เช่น นับว่าช่วงพักเที่ยงมีคนมาซื้อน้ำที่ร้านแต่ละร้านกี่คน
- การทดลอง จัดสถานการณ์ขึ้นแล้ววัดผล เช่น ปลูกต้นถั่วสองกระถาง รดน้ำไม่เท่ากัน แล้ววัดความสูงทุกวัน
บางคำถามไม่ต้องเก็บเอง ใช้ข้อมูลที่หน่วยงานอื่นเก็บไว้แล้วได้ เช่น ปริมาณฝนรายเดือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลที่เก็บเองเรียกว่าข้อมูลปฐมภูมิ ส่วนข้อมูลที่คนอื่นเก็บไว้แล้วเรียกว่าข้อมูลทุติยภูมิ ถ้าใช้ข้อมูลทุติยภูมิต้องบอกแหล่งที่มาเสมอ
ถามให้ถูกกลุ่ม
อยากรู้ว่านักเรียนทั้งโรงเรียนชอบเครื่องดื่มอะไร แต่ไปถามแค่นักกีฬาฟุตบอลที่ซ้อมเสร็จ คำตอบน้ำเปล่ากับเครื่องดื่มเกลือแร่จะมากผิดปกติ เพราะกลุ่มที่ถามไม่เหมือนนักเรียนทั้งโรงเรียน ข้อมูลที่เก็บผิดกลุ่มนำไปสรุปทั้งโรงเรียนไม่ได้ ไม่ว่าจะคำนวณถูกแค่ไหน
จัดข้อมูลดิบด้วยรอยขีด
ข้อมูลที่เพิ่งเก็บมายังไม่ได้จัดเรียงเรียกว่าข้อมูลดิบ อ่านแล้วมองไม่เห็นภาพรวม ต้องนับและจัดเป็นตารางก่อน วิธีนับที่ไม่หลงคือรอยขีด อ่านข้อมูลทีละตัวแล้วขีดหนึ่งขีดในแถวของมัน ครบสี่ขีดแล้วขีดที่ห้าให้ขีดทับเฉียง เช่น คือ 5 ทำให้นับทีละห้าได้เร็ว จำนวนที่นับได้ในแต่ละแถวเรียกว่าความถี่
ตัวอย่าง 3
สภานักเรียนถามนักเรียน ม.1/2 จำนวน 30 คนว่าชอบเครื่องดื่มใดที่สุด ใช้อักษรย่อ ม แทนนมจืด ส แทนน้ำส้ม ช แทนชาเย็น ป แทนน้ำเปล่า และ ร แทนนมเปรี้ยว ได้ข้อมูลดิบดังนี้
ส ป ป ป ช ช ป ม ส ร
ม ส ส ร ช ส ม ป ม ร
ช ส ม ช ม ม ส ส ช ส
จงสร้างตารางความถี่ และบอกว่าควรเลือกเครื่องดื่มใดมาขายมากที่สุด
- อ่านทีละตัวจากซ้ายไปขวา ขีดหนึ่งขีดในแถวของเครื่องดื่มนั้น ห้ามข้ามหรือนับซ้ำ
- นับรอยขีดในแต่ละแถวได้ตารางข้างล่าง
- ตรวจผลรวมของความถี่ เท่ากับจำนวนคนที่ถาม จึงไม่มีตัวไหนตกหล่น
- น้ำส้มมีความถี่มากที่สุด 9 คน จึงควรเตรียมน้ำส้มมากที่สุด
| เครื่องดื่ม | รอยขีด | ความถี่ |
|---|---|---|
| นมจืด | 7 | |
| น้ำส้ม | 9 | |
| ชาเย็น | 6 | |
| น้ำเปล่า | 5 | |
| นมเปรี้ยว | 3 | |
| รวม | 30 |
ขั้นที่ 3 สำคัญกว่าที่คิด ถ้าผลรวมไม่เท่ากับจำนวนข้อมูล แปลว่านับพลาดแน่นอน ให้ทำเป็นนิสัยทุกครั้งที่สร้างตารางความถี่
ลองคิดก่อน
น้ำส้มได้ 9 คน จาก 30 คน เพื่อนจึงสรุปว่า "นักเรียนทั้งโรงเรียนชอบน้ำส้มมากที่สุด" สรุปแบบนี้ได้ไหม
ดูคำตอบ
ยังไม่ได้ ข้อมูลมาจากห้อง ม.1/2 ห้องเดียว ห้องอื่นหรือชั้นอื่นอาจชอบต่างไป สิ่งที่สรุปได้คือ "นักเรียน ม.1/2 ชอบน้ำส้มมากที่สุด" และแม้แต่ในห้องนี้ก็มีคนชอบน้ำส้มแค่ 9 จาก 30 คน คือไม่ถึงครึ่ง ถ้าอยากรู้ทั้งโรงเรียนต้องถามนักเรียนจากหลายชั้นหลายห้อง ขั้นแปลความหมายต้องบอกเสมอว่าผลนี้ใช้ได้กับใคร
สรุป
- คำถามทางสถิติต้องตอบด้วยข้อมูลหลายตัว และคาดว่าข้อมูลจะไม่เท่ากัน
- ขั้นตอนมีสี่ขั้น ตั้งคำถาม เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมาย
- ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นชื่อหรือกลุ่ม ข้อมูลเชิงปริมาณเป็นตัวเลขจากการนับหรือวัด ตัวเลขที่เป็นแค่ป้ายชื่อนับเป็นเชิงคุณภาพ
- เก็บข้อมูลได้ด้วยการสำรวจ การสังเกต การทดลอง หรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วพร้อมบอกแหล่งที่มา
- นับข้อมูลดิบด้วยรอยขีด แล้วตรวจว่าผลรวมของความถี่เท่ากับจำนวนข้อมูล