descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 45 ลำดับและอนุกรมตรงกับหนังสือ พื้นฐาน ม.5 บทที่ 3 และเพิ่มเติม ม.6 เล่ม 1 บทที่ 1พื้นฐานเพิ่มเติม

45.2 อนุกรมเลขคณิตและเรขาคณิต

เล่ากันว่าครูคนหนึ่งให้นักเรียนชั้นประถมบวก 11 ถึง 100100 เพื่อให้นั่งเงียบไปนาน แต่เด็กชายเกาส์ตอบได้ในไม่กี่นาทีว่า 50505050 เขาไม่ได้บวกเร็ว แต่จับคู่ 11 กับ 100100 ได้ 101101 จับ 22 กับ 9999 ก็ได้ 101101 มีทั้งหมด 5050 คู่ จึงได้ 50×101=505050 \times 101 = 5050

ความคิดเดียวกันใช้ได้เมื่ออยากรู้จำนวนที่นั่งทั้งโรงละคร หรือเงินที่ออมได้ทั้งปี หาพจน์สุดท้ายอย่างเดียวไม่พอ ต้องรวมทุกพจน์ การบวกพจน์ของลำดับเรียกว่าอนุกรม ผลรวม nn พจน์แรกเขียนว่า Sn=a1+a2+⋯+anS_n = a_1 + a_2 + \cdots + a_n

จับคู่หัวท้ายแบบเกาส์

เขียนผลรวมของลำดับเลขคณิตสองแบบ แบบแรกเรียงจากหน้าไปหลัง แบบที่สองเรียงจากหลังไปหน้า แล้วบวกกันทีละคอลัมน์

Sn=a1+(a1+d)+⋯+anSn=an+(an−d)+⋯+a1\begin{aligned} S_n &= a_1 + (a_1 + d) + \cdots + a_n \\ S_n &= a_n + (a_n - d) + \cdots + a_1 \end{aligned}

ทุกคอลัมน์รวมกันได้ a1+ana_1 + a_n เพราะตัวบนเพิ่ม dd เท่ากับที่ตัวล่างลด dd มีทั้งหมด nn คอลัมน์ จึงได้ 2Sn=n(a1+an)2S_n = n(a_1 + a_n) วิธีนี้ไม่ต้องสนว่า nn เป็นคู่หรือคี่ ต่างจากการจับคู่ในหัวที่ต้องระวังพจน์กลางที่ไม่มีคู่

สมบัติ

Sn=n2(a1+an)=n2(2a1+(n−1)d)S_n=\dfrac n2(a_1+a_n)=\dfrac n2(2a_1+(n-1)d) เพราะจับพจน์หัวกับท้ายได้ผลรวมเท่ากันทุกคู่

สูตรแรกใช้เมื่อรู้พจน์สุดท้าย สูตรที่สองใช้เมื่อรู้ผลต่างร่วมแต่ยังไม่รู้พจน์สุดท้าย ทั้งสองอ่านได้ว่า จำนวนพจน์คูณค่าเฉลี่ยของพจน์หัวกับพจน์ท้าย

ตัวอย่าง 1

โรงละครมีสิบแถว แถวแรก 1212 ที่ เพิ่มแถวละ 33 ที่ รวมกี่ที่นั่ง

  1. แถวสุดท้ายมี 12+9(3)=3912 + 9(3) = 39 ที่ ตามวิธีในหน้า 45.1
  2. ใช้สูตรแรกเพราะรู้ทั้งหัวและท้ายแล้ว S10=102(12+39)=5(51)=255S_{10}=\dfrac{10}{2}(12+39)=5(51)=255 ที่นั่ง
  3. ตรวจด้วยสูตรที่สอง 102(24+27)=255\dfrac{10}{2}(24 + 27) = 255 ตรงกัน

ออมเงินที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน

ฝากเงินเดือนละเท่ากันเป็นเรื่องง่าย แต่หลายคนเริ่มออมน้อยแล้วค่อยเพิ่มเมื่อได้ค่าขนมมากขึ้น เงินที่ออมแต่ละเดือนจึงเป็นลำดับเลขคณิต และเงินสะสมเป็นอนุกรมเลขคณิต ในหน้านี้ยังไม่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะเข้ามาในหน้า 45.3

ตัวอย่าง 2

มินออมเงินเดือนแรก 200200 บาท และออมเพิ่มขึ้นเดือนละ 5050 บาท ครบหนึ่งปีจะมีเงินออมรวมเท่าไร

  1. เงินออมรายเดือนเป็นลำดับเลขคณิต a1=200a_1 = 200 และ d=50d = 50 หนึ่งปีมี 1212 พจน์
  2. ยังไม่รู้เดือนสุดท้าย จึงใช้สูตรที่สอง S12=122(2(200)+11(50))=6(400+550)S_{12} = \dfrac{12}{2}\big(2(200) + 11(50)\big) = 6(400 + 550)
  3. ได้ 6×950=57006 \times 950 = 5700 บาท ตรวจด้วยเดือนสุดท้าย 200+11(50)=750200 + 11(50) = 750 บาท ค่าเฉลี่ยหัวท้าย 475475 คูณ 1212 ได้ 57005700 ตรงกัน

ตัวอย่าง 3

ถ้ามินออมแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ ต้องออมอย่างน้อยกี่เดือนจึงมีเงินรวมถึง 1000010000 บาท

  1. ผลรวม nn เดือนคือ Sn=n2(400+50(n−1))=25n2+175nS_n = \dfrac{n}{2}\big(400 + 50(n-1)\big) = 25n^2 + 175n
  2. ต้องการ 25n2+175n≥1000025n^2 + 175n \ge 10000 หารด้วย 2525 ได้ n2+7n−400≥0n^2 + 7n - 400 \ge 0 รากบวกของ n2+7n−400=0n^2 + 7n - 400 = 0 คือ −7+16492\dfrac{-7 + \sqrt{1649}}{2} ประมาณ 16.816.8
  3. จำนวนเดือนต้องเป็นจำนวนเต็ม ตรวจรอบจุดแบ่ง S16=9200S_{16} = 9200 ยังไม่ถึง และ S17=10200S_{17} = 10200 ถึงแล้ว จึงตอบ 1717 เดือน

ที่มาของสูตรอนุกรมเรขาคณิต

การจับคู่หัวท้ายใช้ไม่ได้กับอนุกรมเรขาคณิต เพราะคู่หัวท้ายรวมกันไม่เท่ากัน เช่น 3+483 + 48 กับ 6+246 + 24 ต้องใช้อีกวิธีหนึ่ง คือคูณทั้งอนุกรมด้วย rr แล้วลบ

Sn=a1+a1r+a1r2+⋯+a1rn−1rSn=a1+a1r+a1r2+⋯+a1rn−1+a1rn\begin{aligned} S_n &= a_1 + a_1r + a_1r^2 + \cdots + a_1r^{n-1} \\ rS_n &= \phantom{a_1 + {}} a_1r + a_1r^2 + \cdots + a_1r^{n-1} + a_1r^n \end{aligned}

พจน์ตั้งแต่ a1ra_1r ถึง a1rn−1a_1r^{n-1} มีในทั้งสองบรรทัด ลบกันแล้วหายหมด เหลือ Sn−rSn=a1−a1rnS_n - rS_n = a_1 - a_1r^n ดึง SnS_n ออกได้ Sn(1−r)=a1(1−rn)S_n(1 - r) = a_1(1 - r^n)

สมบัติ

ถ้า r≠1r \ne 1 จะได้ Sn=a1(1−rn)1−r=a1(rn−1)r−1S_n = \dfrac{a_1(1-r^n)}{1-r} = \dfrac{a_1(r^n-1)}{r-1} ถ้า r=1r=1 ทุกพจน์เท่ากันจึงได้ Sn=na1S_n = na_1

สองรูปนี้เท่ากัน เพราะคูณทั้งเศษและส่วนด้วย −1-1 นิยมใช้รูปหลังเมื่อ rr มากกว่าหนึ่ง จะได้ไม่ต้องจัดการเครื่องหมายลบ ส่วนกรณี r=1r = 1 ต้องแยก เพราะหารด้วย 1−r=01 - r = 0 ไม่ได้ ก่อนแทนสูตรให้แยกว่าคำถามต้องการพจน์เดียวหรือผลรวม และนับจำนวนพจน์จากดัชนีจริง

ตัวอย่าง 4

หาผลรวม 3+6+12+24+483+6+12+24+48

  1. อัตราส่วนคงที่ 6/3=12/6=26/3 = 12/6 = 2 มีห้าพจน์ a1=3a_1=3 และ r=2r=2
  2. rr มากกว่าหนึ่ง ใช้รูปหลัง S5=3(25−1)2−1=3(31)=93S_5=\dfrac{3(2^5-1)}{2-1}=3(31)=93
  3. ตรวจโดยบวกตรงๆ 3+6+12+24+48=933 + 6 + 12 + 24 + 48 = 93 ตรงกัน

ตัวอย่าง 5

แพรออมวันแรก 11 บาท วันต่อไปออมเป็นสองเท่าของวันก่อน ครบ 1515 วันออมได้รวมกี่บาท และวันที่ 1515 วันเดียวต้องออมเท่าไร

  1. เงินแต่ละวันเป็นลำดับเรขาคณิต a1=1a_1 = 1 และ r=2r = 2 วันที่สิบห้าคือ a15=214=16384a_{15} = 2^{14} = 16384 บาท
  2. ผลรวมสิบห้าพจน์ S15=1(215−1)2−1=32767S_{15} = \dfrac{1(2^{15} - 1)}{2 - 1} = 32767 บาท
  3. สังเกตว่าวันสุดท้ายวันเดียวมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แผนออมแบบนี้จึงทำไม่ได้จริงนาน การคูณโตเร็วกว่าการบวกมาก

ลองคิดก่อน

ห้าพจน์แรกของเรขาคณิตมีพจน์สุดท้ายใช้ r4r^4 แล้วในสูตรผลรวมใช้ r4r^4 ด้วยหรือไม่

ดูคำตอบ

ไม่ใช่ สูตรผลรวมได้จากการลบกับลำดับที่เลื่อนหนึ่งพจน์จึงมี r5r^5 พจน์สุดท้ายกับสูตรผลรวมใช้เลขชี้กำลังคนละตำแหน่ง

ลองคิดก่อน

เพื่อนหาผลรวม 1+2+4+⋯+2101 + 2 + 4 + \cdots + 2^{10} โดยคิดว่ามีสิบพจน์ ได้ 210−1=10232^{10} - 1 = 1023 ผิดตรงไหน

ดูคำตอบ

เลขชี้กำลังเริ่มที่ 00 เพราะ 1=201 = 2^0 แล้วไปจบที่ 1010 จึงมี 10−0+1=1110 - 0 + 1 = 11 พจน์ ผลรวมคือ 211−1=20472^{11} - 1 = 2047 ตรวจได้ง่ายๆ ว่าคำตอบ 10231023 ยังน้อยกว่าพจน์สุดท้าย 10241024 ตัวเดียว จึงผิดแน่นอน

เริ่มนับผลรวมที่พจน์ใด

สูตรผลรวม n พจน์เริ่มที่พจน์แรกของช่วงที่เลือก ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่พจน์แรกของลำดับเดิม ถ้าโจทย์ให้รวมพจน์ที่ห้าถึงสิบสอง จะมีแปดพจน์ เพราะรวมทั้งต้นและปลาย สามารถหาผลรวมสิบสองพจน์ลบสี่พจน์แรก หรือเริ่มอนุกรมใหม่ที่พจน์ห้าได้

ตัวอย่าง 6

ลำดับเลขคณิต 2,5,8,…2,5,8,\ldots หาผลรวมพจน์ที่ 55 ถึง 1212

  1. a5=2+4(3)=14a_5=2+4(3)=14 และ a12=2+11(3)=35a_{12}=2+11(3)=35
  2. จำนวนพจน์คือ 12−5+1=812-5+1=8
  3. ผลรวม 82(14+35)=196\dfrac{8}{2}(14+35)=196
  4. ตรวจอีกทาง S12−S4=6(2+35)−2(2+11)=222−26=196S_{12} - S_4 = 6(2 + 35) - 2(2 + 11) = 222 - 26 = 196 ตรงกัน

ตรวจวิธีคิด

การลบขอบเขตเพียงสิบสองลบห้าให้จำนวนช่องระหว่างพจน์ ไม่ใช่จำนวนพจน์ การเขียนรายการสั้นจากตำแหน่งที่เล็กลงช่วยจับความคลาดหนึ่งพจน์ได้

สรุป

  • พจน์ทั่วไปกับผลรวมเป็นคนละปริมาณ
  • ผลรวมเลขคณิตใช้ค่าเฉลี่ยหัวท้ายคูณจำนวนพจน์
  • ผลรวมเรขาคณิตได้จากการลบ Sn−rSnS_n - rS_n ต้องแยกกรณี rr เท่ากับหนึ่ง
  • จำนวนพจน์จากตำแหน่ง mm ถึง nn คือ n−m+1n - m + 1

เงินฝากที่ได้ดอกเบี้ยทบต้นก็โตด้วยการคูณแบบเดียวกับตัวอย่างที่ 5 หน้าถัดไปจะใช้ลำดับเรขาคณิตอธิบายดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน