descartesclytie0x/descartes-math-platform
บทที่ 42 จำนวนเชิงซ้อนตรงกับหนังสือ เพิ่มเติม ม.5 เล่ม 2 บทที่ 1เพิ่มเติม

42.5 สมการพหุนามและรากสังยุค

วาดกราฟ y=x3−x2+4x−4y = x^3 - x^2 + 4x - 4 จะเห็นว่ากราฟตัดแกน xx แค่จุดเดียวที่ x=1x = 1 แล้วพุ่งขึ้นไปเลย ไม่วกกลับมาตัดอีก แต่พหุนามดีกรีสามควรมีรากได้ถึงสามตัว อีกสองตัวหายไปไหน

คำตอบคือรากอีกสองตัวไม่ใช่จำนวนจริง กราฟบนระนาบ xyxy แสดงได้เฉพาะรากจริง พหุนามสัมประสิทธิ์จริงอาจไม่มีจุดตัดแกนจริงครบตามดีกรี แต่เมื่อยอมรับจำนวนเชิงซ้อน เราจะแยกตัวประกอบต่อได้จนครบ หน้านี้จะหารากที่หายไปด้วยเครื่องมือเดิมจากบทที่ 34 คือสูตรสมการกำลังสองและทฤษฎีบทตัวประกอบ แล้วใช้ข้อเท็จจริงสำคัญข้อหนึ่ง คือรากที่ไม่จริงของพหุนามสัมประสิทธิ์จริงมาเป็นคู่เสมอ

สูตรกำลังสองยังใช้ได้

สูตร x=−b±b2−4ac2ax = \dfrac{-b \pm \sqrt{b^2 - 4ac}}{2a} ได้มาจากการทำกำลังสองสมบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ใช้ข้อใดที่ต้องเป็นจำนวนจริงเลย เมื่อ b2−4acb^2-4ac ลบ ให้เขียนรากของจำนวนลบเป็น ii คูณรากบวก แล้วคำนวณตามเดิม ตามที่ทำในหน้า 42.1 ผลที่ได้คือรากสองตัวที่เป็นสังยุคกัน เพราะเครื่องหมาย ±\pm อยู่หน้าส่วนจินตภาพพอดี

ตัวอย่าง 1

แก้ x2−2x+5=0x^2-2x+5=0 ในจำนวนเชิงซ้อน

  1. ทำกำลังสองสมบูรณ์ ครึ่งหนึ่งของ −2-2 คือ −1-1 จึงเขียน x2−2x+1=−4x^2 - 2x + 1 = -4 ได้ (x−1)2=−4(x-1)^2=-4
  2. ข้างขวาติดลบ ไม่มีคำตอบจริง แต่ในจำนวนเชิงซ้อน x−1=±−4=±2ix - 1 = \pm\sqrt{-4} = \pm 2i
  3. จึงได้ x=1±2ix=1\pm2i ทั้งสองค่า ตรวจผลบวกของราก 22 และผลคูณ 1+4=51 + 4 = 5 ตรงกับ −ba-\tfrac{b}{a} และ ca\tfrac{c}{a}

ตัวอย่าง 2

วงจรจำลองมีสมการ s2+4s+13=0s^2+4s+13=0 หารากทั้งคู่

  1. ดิสคริมิแนนต์คือ b2−4ac=16−52=−36b^2 - 4ac = 16-52=-36 ติดลบ จึงรู้ก่อนว่าได้รากเชิงซ้อนคู่สังยุค
  2. −36=6i\sqrt{-36} = 6i สูตรกำลังสองให้ s=−4±6i2=−2±3is=\dfrac{-4\pm6i}{2}=-2\pm3i
  3. ตรวจ (−2+3i)2+4(−2+3i)+13=(−5−12i)+(−8+12i)+13=0(-2 + 3i)^2 + 4(-2 + 3i) + 13 = (-5 - 12i) + (-8 + 12i) + 13 = 0 ถูกต้อง

รากเชิงซ้อนของสัมประสิทธิ์จริง

สมบัติ

ถ้าพหุนามมีสัมประสิทธิ์จริงและ a+bia+bi เป็นรากแล้ว a−bia-bi เป็นรากด้วย พหุนามดีกรี nn มีรากเชิงซ้อนรวมพหุคูณ nn ราก

ข้อแรกมีเหตุผลสั้นๆ สังยุคของผลบวกเท่ากับผลบวกของสังยุค และสังยุคของผลคูณเท่ากับผลคูณของสังยุค ส่วนจำนวนจริงเป็นสังยุคของตัวเอง ถ้า P(z)=0P(z) = 0 แล้วใส่สังยุคทั้งสองข้าง ทุกพจน์ akzka_k z^k กลายเป็น akzˉ ka_k \bar z^{\,k} โดยสัมประสิทธิ์ aka_k ไม่เปลี่ยนเพราะเป็นจำนวนจริง จึงได้ P(zˉ)=0ˉ=0P(\bar z) = \bar 0 = 0 ข้อที่สองเรียกว่าทฤษฎีบทหลักมูลของพีชคณิต ระดับนี้ใช้ผลได้เลยโดยไม่ต้องพิสูจน์

คู่สังยุคคูณกลับให้ตัวประกอบกำลังสองสัมประสิทธิ์จริง

(x−(a+bi))(x−(a−bi))=(x−a)2+b2=x2−2ax+(a2+b2)(x-(a+bi))(x-(a-bi))=(x-a)^2+b^2 = x^2 - 2ax + (a^2 + b^2)

สัมประสิทธิ์ของ xx คือลบสองเท่าของส่วนจริง และพจน์คงตัวคือ ∣a+bi∣2|a + bi|^2 ใช้สร้างตัวประกอบจากรากได้เร็ว สมบัตินี้ต้องมีเงื่อนไขสัมประสิทธิ์จริง ไม่ได้ใช้กับพหุนามเชิงซ้อนทั่วไป

ลองคิดก่อน

รู้ว่ารากหนึ่งเป็น 2+i2+i จะสรุปว่าอีกตัวเป็น 2−i2-i ได้ทุกสมการหรือไม่

ดูคำตอบ

ต้องรู้ก่อนว่าสัมประสิทธิ์พหุนามเป็นจำนวนจริง เช่นสมการ x−(2+i)=0x - (2 + i) = 0 มีสัมประสิทธิ์เชิงซ้อนและมีรากเพียง 2+i2+i ตัวเดียว เหตุผลข้างบนใช้ว่า aˉk=ak\bar a_k = a_k ซึ่งไม่จริงเมื่อ aka_k มี ii

ใช้ทฤษฎีบทตัวประกอบหารากทั้งหมด

เมื่อพหุนามมีดีกรีมากกว่าสอง ให้หารากจริงสักตัวก่อนด้วยทฤษฎีบทตัวประกอบในหน้า 34.5 ลองแทนตัวหารของพจน์คงตัว ถ้า P(c)=0P(c) = 0 แล้ว x−cx - c เป็นตัวประกอบ หารออกด้วยการหารสังเคราะห์ ได้พหุนามดีกรีต่ำลงหนึ่ง ทำซ้ำจนเหลือกำลังสองแล้วใช้สูตรกำลังสอง

ตัวอย่าง 3

หารากทั้งหมดของ x3−x2+4x−4=0x^3 - x^2 + 4x - 4 = 0 ซึ่งเป็นกราฟตอนต้นหน้า

  1. ลองแทนตัวหารของ −4-4 เริ่มที่ x=1x = 1 ได้ P(1)=1−1+4−4=0P(1) = 1 - 1 + 4 - 4 = 0 จึงมี x−1x - 1 เป็นตัวประกอบ
  2. หารสังเคราะห์ด้วย 11 สัมประสิทธิ์ 1,−1,4,−41, -1, 4, -4 ได้ผลหาร x2+0x+4x^2 + 0x + 4 เศษ 00 จึงได้ P(x)=(x−1)(x2+4)P(x) = (x - 1)(x^2 + 4)
  3. จับกลุ่มก็ได้ผลเดียวกัน x2(x−1)+4(x−1)=(x−1)(x2+4)x^2(x - 1) + 4(x - 1) = (x - 1)(x^2 + 4)
  4. x2+4=0x^2 + 4 = 0 ให้ x2=−4x^2 = -4 จึงได้ x=±2ix = \pm 2i
  5. รากทั้งหมดคือ 1,2i,−2i1, 2i, -2i มีครบสามตัวตามดีกรี รากจริงตัวเดียวคือจุดที่กราฟตัดแกน ส่วนอีกสองตัวเป็นคู่สังยุคที่กราฟไม่แสดง

ตัวอย่าง 4

กำหนดว่า 2−i2 - i เป็นรากของ x3−3x2+x+5=0x^3 - 3x^2 + x + 5 = 0 หารากที่เหลือ

  1. สัมประสิทธิ์ทุกตัวเป็นจำนวนจริง สังยุค 2+i2 + i จึงเป็นรากด้วย
  2. คู่สังยุครวมเป็นตัวประกอบจริง ส่วนจริงเป็น 22 และขนาดกำลังสองเป็น 4+1=54 + 1 = 5 ได้ x2−4x+5x^2 - 4x + 5
  3. หารพหุนามเดิมด้วย x2−4x+5x^2 - 4x + 5 ได้ผลหาร x+1x + 1 เศษ 00 ตรวจโดยคูณกลับ (x2−4x+5)(x+1)=x3−3x2+x+5(x^2 - 4x + 5)(x + 1) = x^3 - 3x^2 + x + 5
  4. รากที่เหลือคือ x=−1x = -1 ตรวจ P(−1)=−1−3−1+5=0P(-1) = -1 - 3 - 1 + 5 = 0 รากทั้งหมดจึงเป็น 2−i,2+i,−12 - i, 2 + i, -1

ลองคิดก่อน

พหุนามดีกรีสามที่มีสัมประสิทธิ์จริง อาจมีรากที่ไม่จริงทั้งสามตัวได้ไหม

ดูคำตอบ

ไม่ได้ รากที่ไม่จริงต้องมาเป็นคู่สังยุค จำนวนรากที่ไม่จริงจึงเป็นจำนวนคู่เสมอ ดีกรีสามมีรากสามตัว ถ้าเป็นคู่ไปสองตัว ตัวที่สามต้องเป็นจำนวนจริง พหุนามดีกรีคี่ที่มีสัมประสิทธิ์จริงจึงมีรากจริงอย่างน้อยหนึ่งตัวเสมอ ตรงกับกราฟที่ปลายข้างหนึ่งลงไปลบและอีกข้างขึ้นไปบวก จึงต้องตัดแกน xx

สร้างพหุนามจากราก

เมื่อรู้รากจะสร้างตัวประกอบเชิงเส้นได้โดยใช้ x ลบราก ถ้าต้องการสัมประสิทธิ์จริงให้รวมคู่สังยุคก่อนเพื่อลดการคำนวณ พหุนามที่มีรากชุดเดียวกันอาจคูณด้วยค่าคงที่ไม่เป็นศูนย์ได้ ถ้าโจทย์กำหนดให้สัมประสิทธิ์นำเป็นหนึ่งจึงเลือกได้แน่นอน

ตัวอย่างสั้นๆ พหุนามกำลังสองสัมประสิทธิ์จริงที่มีราก 3−2i3 - 2i ต้องมีราก 3+2i3 + 2i ด้วย ใช้สูตรคู่สังยุค ส่วนจริง 33 ให้ −6x-6x และ 32+22=133^2 + 2^2 = 13 ได้ x2−6x+13x^2 - 6x + 13

ตัวอย่าง 5

สร้างพหุนามดีกรีสามสัมประสิทธิ์นำหนึ่ง มีราก 22 และ 1+i1+i โดยสัมประสิทธิ์เป็นจริง

  1. สัมประสิทธิ์ต้องเป็นจริง จึงต้องมีราก 1−i1-i ด้วย ได้ครบสามรากพอดีกับดีกรีสาม พหุนามคือ (x−2)(x−(1+i))(x−(1−i))(x-2)(x-(1+i))(x-(1-i))
  2. คู่สังยุคคูณเป็น (x−1)2+1=x2−2x+2(x-1)^2+1=x^2-2x+2
  3. คูณกับ x−2x-2 ได้ x3−2x2+2x−2x2+4x−4=x3−4x2+6x−4x^3 - 2x^2 + 2x - 2x^2 + 4x - 4 = x^3-4x^2+6x-4
  4. ตรวจ P(2)=8−16+12−4=0P(2) = 8 - 16 + 12 - 4 = 0 ถูกต้อง ถ้าลืมใส่ 1−i1 - i จะได้ตัวประกอบ (x−2)(x−1−i)(x - 2)(x - 1 - i) ซึ่งมี ii อยู่ในสัมประสิทธิ์ ผิดเงื่อนไขของโจทย์

ตรวจวิธีคิด

การมีรากเดียวกันไม่บอกพหุคูณเสมอ ถ้ารากซ้ำต้องมีตัวประกอบซ้ำตามจำนวน การนับดีกรีหลังคูณกลับช่วยตรวจว่ารากที่ใส่ครบตามเงื่อนไขหรือไม่

สรุป

  • ใช้สูตรกำลังสองต่อได้เมื่อดิสคริมิแนนต์ลบ ได้รากคู่สังยุค
  • รากที่ไม่จริงของพหุนามสัมประสิทธิ์จริงจับคู่สังยุค และคู่นั้นรวมเป็น x2−2ax+(a2+b2)x^2 - 2ax + (a^2 + b^2)
  • ดีกรีสูงกว่าสอง หารากจริงด้วยทฤษฎีบทตัวประกอบ หารออก แล้วแก้ส่วนที่เหลือ
  • พหุนามดีกรีคี่สัมประสิทธิ์จริงมีรากจริงอย่างน้อยหนึ่งตัว
  • นับรากรวมพหุคูณและตรวจแทนกลับ

ถึงตรงนี้ใช้จำนวนเชิงซ้อนได้ครบทั้งคำนวณ วาดบนระนาบ หมุนด้วยรูปเชิงขั้ว และหารากของพหุนาม ลองทำแบบฝึกหัดท้ายบทเพื่อตรวจว่าแต่ละเรื่องคล่องแล้ว